2009/Sep/15

ถึงวันนี้ฉันสอนหนังสือมา 12 ปีแล้ว!!! Oh my god! 12 ปี ถ้ามีลูกป่านนี้คงเริ่มเข้าวัยสาว ฉันเพิ่งตระหนักว่าตัวเองอยู่ในอาชีพนี้มานานนักหนาก็เมื่อได้รับหนังสือรับรองสถานภาพการทำงานของตัวเองมาวันนี้ 12 ปี มันเร็วขนาดนี้เชียวเนาะ Time does fly.

12 ปีที่แล้ว เมื่อฉันเริ่มเป็นอาจารย์สอนหนังสือเป็นครั้งแรก ถ้าอาจารย์อย่างฉันเป็นขนมก็คงเรียกว่าเป็นอาจารย์แบบ freshly baked from oven เชียวแหละ ตอนนั้นฉันเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ หมาดจริงๆ เป็นบัณฑิตครึ่งตัวที่ยังไม่ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาเลยด้วยซ้ำตอนที่เริ่มงานสอน เอาเป็นว่าพอถอดชุดนักศึกษาในเทอมนี้ปุ๊ป เทอมหน้าก็เริ่มใส่ยูนิฟอร์มคุณครูกันเลยทีเดียว ตอนนั้นฉันแอบตื่นเต้น แอบหวั่นหวาด แต่ก็ปนกับความตื่นเต้นรอคอยกับบทบาทใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า ฉันไม่เคยเป็นครูมาก่อน ไม่เคยสอนใครเป็นเรื่องเป็นราว แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ฉันยุ่งยากใจอะไรนัก คงเพราะความที่ฉันก็เป็นนักเรียนมาตลอดชีวิต ประสบการณ์การอยู่ในห้องเรียนแน่นปั๋ง ฉันจึงวาดฝันถึงคุณครูในอุดมคติแบบที่ฉันอยากเจอ อยากเรียนด้วย และพยายามที่จะเป็นครูแบบนั้น

 ชั่วโมงแรกที่เดินเข้าห้องเรียน เจอนักเรียนปีหนึ่งหน้าเด๋อด๋า แก้มใส เหม็นใหม่ด้วยกันทั้งครูทั้งศิษย์ แต่ด้วยความที่วัยห่างกับลูกศิษย์แค่นิดเดียวทำให้ห้องเรียนของเราเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ลองผิด ลองถูกกันทั้งผู้สอนผู้เรียน การเรียนการสอนของเราตอนนั้นเน้นความสนุกสนานเป็นหลัก แต่ละชั่วโมงที่สอนไม่มีเสียล่ะที่จะไม่หาเกมให้เด็กเล่น จนบางครั้งหนักมือไปหน่อยทำสียงดังถล่มทลายกันซะจนอาจารย์ผู้ใหญ่ที่สอนห้องข้างๆ ต้องปรามจนอาจารย์สาวหน้าจ๋อย กลับมานั่งนึกถึงตอนนั้น ความหนักแน่นในเชิงวิชาการของเราคงไม่เท่าไหร่ มีหลายต่อหลายครั้งที่ไม่สามารถหาวิธีอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะขาดประสบการณ์ แต่อย่างหนึ่งที่เรียนรู้จากการปฏิบัติคือ การเป็นครูสำคัญที่สุดที่การสื่อสารที่ต้องชัดเจน ตรงประเด็น และต้องใช้คำพูดที่ถูกจริตเด็ก สิ่งที่ยากที่สุดคือการหาความสมดุลระหว่างความรับผิดชอบในเชิงวิชาการ (คือต้องมั่นใจว่าข้อมูลที่จะส่งต่อให้เด็กนั้นถูกต้อง) และความสนุก (คือจะทำยังไงที่จะกระตุ้นความสนใจเด็กให้ใส่ใจในเนื้อหาวิชาการที่หนักหนาเหล่านั้น) และจนถึงตอนนี้ 12 ปีผ่านไป ประสบการณ์เราอาจจะมีมากขึ้นเป็นของแน่ .... แต่การทดลองเพื่อหาความสมดุลระหว่างเนื้อหากับความสนุกของเรายังไม่จบ และน่าจะไม่มีวันจบ….

12 ปีที่แล้ว เราอยากจะเป็นอาจารย์สุดป๊อปเหมือนในหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่รักและใส่ใจเป็นเพื่อนเฮเพื่อนฮาได้กับเด็กๆ เราเพียรพยายามที่จะเป็นอย่างนั้น อยากจะมีมุขตลกเยอะๆ เวลาสอน ทั้งๆ ที่นิสัยเราเองไม่ใช่คนตลก ทั้งก็ไม่ได้มีปฏิภาณอะไรที่จะสร้างมุขปัจจุบันทันด่วนได้ในห้องเรียน สิ่งที่ทำได้คือมีการสร้างสรรค์มุขเก็บไว้ใช้เหมือนเขียนบทละคร มันก็ถูไถใช้ได้บางโอกาสแหละ แต่เราก็รู้ว่ามีบางอย่างที่ขาดหาย และเพราะเราอยากจะสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้สดใสเป็นกันเอง เราจึงจำต้องใส่ใจกับเสื้อผ้าหน้าผม อย่างน้อยถ้าอาจารย์สดใสเด็กก็คงอยากมองอยากเรียนขึ้นมาอีกนิด เราเพียรพยายามจะเป็นอาจารย์ในภาพที่เราฝันจะเป็นแต่ไม่เคยตระหนักหรือยอมรับตัวเองเลยว่าธรรมชาติเราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า 12 ปีที่เลยผ่านจึงเป็นถนนที่ค่อนข้างทรมานจิตใจ

แต่ 12 ปีที่เลยผ่านยังนับเป็นเวลายาวนานพอที่ทำให้เราเรียนรู้นิสัยตัวเองเพิ่มมากขึ้นด้วย เริ่มเข้าใจและยอมรับตัวเองได้ในแบบที่ตัวเองเป็น ตอนนี้เราตระหนักชัดแล้วว่าด้วยนิสัย เราเป็นคนชอบความเงียบ และถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ค่อยจะอยากติดต่อปฏิสัมพันธ์อะไรกับใครมากๆ การเป็นอาจารย์สุดป๊อปท่ามกลางเด็กๆ ที่เราเคยฝันจึงห่างไกลจากความเป็นจริง เราจะพูดๆๆๆ สอนๆๆๆ เล่นๆๆๆ ก็เฉพาะตอนที่เราทำหน้าที่อยู่ในห้องเรียนเท่านั้น นอกห้องเรียนถ้าเป็นไปได้เราแทบจะแว้บหายยยยยยยยยยไปเลยจากชีวิตเด็กๆ จนเดี๋ยวนี้เราไม่รู้เลยด้วยว่าเราเป็นครูที่ดีหรือเปล่า ถ้าเอาอุดมคติมาเป็นบรรทัดฐาน เราก็คงจะห่างไกล ก็ครูที่ไหนหนออยากหนีหน้านักเรียนแถมยังดูไม่ค่อยจะรักใคร่ใยดีเด็กๆ เอาซะเลย ผิดจรรยาบรรณความเป็นครูมากไปไหม

.....

หนูๆ ครูขอโทษนะ ที่ครูดูเหมือนจะเป็นครูที่ใช้ไม่ได้เท่าไหร่ แต่ครูยืนยันได้เต็มปากเพียงอย่างเดียวว่าทุกๆ ชั่วโมงที่ครูเข้าสอนครูให้หนูหมดแล้วทุกอย่างที่ครูมี แต่นอกห้องเรียน ขอครูได้มีเนื้อที่ได้กลับไปเป็นตัวของตัวเองและสนุกสนานอยู่ในโลกจินตนาการของตัวเองอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมีบ้าง เท่านั้นก็คงจะเพียงพอ.....

2009/Sep/04

ห่างหายจากการเขียนบล็อกประมาณสามชาติเศษ

เหมือนๆ อยากจะเขียน  แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะเขียน บางเรื่องก็ส่วนตัวเกินเหตุ เลยคิดว่าจดไว้ในไดอารี่ส่วนตัวน่าจะเหมาะกว่า บางเรื่องก็เรื่องของชาวบ้านซะจนไม่รู้ว่าจะเหมาะไหมหนอที่จะไปยุ่งเรื่องของเขา....

อาจจะเป็นเพราะระยะนี้นอกจากงานจะยุ่ง  แล้วในหัวก็ยังมีเรื่องที่ obsessed วนเวียนซ้ำซากอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง... วนๆ อยู่เรื่องเดิมๆ จนบางทีก็ออกจะเบื่อตัวเองอยู่ไม่น้อย ค่าที่ตรูหนอตรู วันๆ คิดซ้ำซากอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง ไม่เหน็ดไม่เหนื่อยบ้างเลยหนอ

ไปๆมาๆ ด้วยความที่กำลังพยายามฝึกตามความรู้สึกตัวเอง จดจ่อณ ปัจจุบันขณะไปเรื่อยๆ เลยทำให้ความรู้สึกอยากบรรยายความรู้สึกผ่านทางตัวหนังสือหายไป ขนาดไดอารี่ยังเขียนเหลือสั้นกระจุ๊ด เพราะพอจรดปากกาเมื่อไหร่ ในใจมันก็คอยแต่จะบอกตัวเองว่า อยู่กับปัจจุบัน..... อยู่กับปัจจุบัน.....  อ้าว... ซวย... กลายเป็นว่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาและที่อยากเขียนเก็บไว้ กลายเป็นเรื่องอดีตไปแล้วซะงั้น  เลยไม่ควรค่าแก่การจะไปนึกคิดถึงมันอีก เพราะตอนนี้มัวแต่ยุ่งๆ อยู่..... กับปัจจุบันขณะ

.....

ไม่ได้เขียน แต่อย่างน้อยก็ยังคงได้อ่าน

การอ่านเป็นเหมือนกับการกินขนมสำหรับเรา  ถ้าขาดไปชีวิตมันโหยๆ  เหมือนต่อให้กินข้าวจนอิ่มท้องแน่นตื้อ  แต่กระเพาะสำหรับรับขนมคงยังมีที่ว่างให้เติมเต็มได้เสมอ  เมื่อไหร่ที่รู้สึกโหยๆ ใจแห้งๆ หนังสือจะเป็นคำตอบแรกและคำตอบเดียวรอเราอยู่เสมอ  เราเชื่อว่าคนรักการอ่านทุกคนเข้าใจความรู้สึกนี้ดี 

เราไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนรอบตัวเราไม่ค่อยอ่านหนังสือกันเลย  ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวที่นอกจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเรา เราก็ไม่เคยเห็นใครในบ้านซื้อหนังสือ  เพื่อนสนิทโซนหนึ่งของเราทุกคนก็ไม่ใช่หนอนหนังสือ อย่างติวติ้วซึ่งรับข่าวสารด้วยการมอง  การดู  การฟัง และจับมาอนุมานเป็นบทสรุปของตัวเองโดยไม่ (ค่อย) พึ่งพาการอ่าน  นิยาเพื่อนสาวซึ่งเป็นแฟนพันธ์แท้ทีวีและการ์ตูน แต่ปวดหัวตาลายกับตัวหนังสือที่ไม่มีภาพประกอบทุกชนิด  จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังสือประเภทเดียวนอกจากการ์ตูนที่เธอจะซื้อคือพวก Cook book คงเพราะภาพเพียบ  ...

เราไม่รู้ว่าทำไมเราถึงได้กลายเป็นคนชอบอ่าน  ทั้งๆ ที่ที่บ้านไม่มีตัวอย่างของคนรักการอ่านให้เห็น  แม่บอกว่าเราชอบอ่านตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลยด้วยซ้ำ  เพราะตั้งแต่ยังไม่เข้าอนุบาลแม่ก็ว่าเราชอบป้วนเปี้ยนอยู่กับหนังสือพิมพ์และชอบชี้ตัวหนังสือต่างๆ ให้แม่อ่านให้ฟัง  พอยิ่งเริ่มได้กอไก่ ขอไข่ก็เริ่มไปกันใหญ่ เพราะไม่ว่าจะนั่งรถผ่านไปแถวไหน เราก็จะนั่งสะกดป้ายร้านค้าต่างๆ ที่ผ่านตาทุกร้านแล้วอ่านออกเสียงดังๆ ตลอดเวลาจนคนบนรถเมล์มองกันทั้งคันรถ

นึกย้อนไปถึงต้นตอแล้วก็ยากจะรู้เหตุผล  แต่ให้คิดในปัจจุบันเราชอบอ่านคงเพราะอย่างแรกเราชอบภาษาเพราะๆ กับอย่างที่สองการอ่านช่วยสร้างแรงบันดาลใจ .... เวลาที่ใจโหยๆ  หนังสือจากคนเขียนที่เราไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าค่าตา เหมือนกลายเป็นเพื่อนคอยปลอบประโลมว่า เราไม่ได้เป็นคนเดียวในโลกที่รู้สึกหม่นมัวอย่างนี้ คนที่เกิดก่อนเราเป็นร้อยๆ ปีก็เคยรู้สึกไม่ต่าง  ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนชาติไหน ภาษาใดก็ผ่านเส้นทางแห่งความโหยไห้มาไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะอ่านกลอนอกหักของสุนทรภู่  อ่านเชคสเปียร์  หรืออ่านกลอนของท่านประยอม ซองทอง เราก็รู้สึกใจบีบได้ไม่น้อยไปกว่ากัน  หรือเวลาที่หัวใจพองบานหนังสือแนวมองโลกสดใสขำขันในมุมมองสร้างสรรค์ อย่างงานของรอเบิร์ต ฟูลกัม  พี่จิก ประภาส  หรือพี่ดี้ นิติพงศ์ ก็ช่วยให้เรายิ้มได้อย่างเบิกบาน หรือช่วงเวลาที่เบื่อตัวเองจัดๆ จนอยากหนีจากโลกใบแท้ไปสู่โลกสมมุติชั่วคราว เราก็จะหันไปพึ่งพิงหนังสือประโลมโลกย์ เพื่อขอแปลงร่างจากสาวใหญ่ที่ใช้ชีวิตเรียบๆ กึ่มๆ ในชีวิตจริง ไปเป็นสาวน้อยแสนสวยแสนหวานที่เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนคนในนิยายรักแนวชื่นชูใจซักเรื่อง ... แค่นี้ชีวิตก็มีสีสันเกินจะบรรยาย

พักนี้อาจจะอ่านได้ไม่ค่อยกวาดวงกว้างเหมือนเคย เพราะใจคอยแต่จะสนใจหนังสือแนวธรรมะซะมากกว่าแนวอื่น (เป็นไปตามวัย)  และเวลางานที่เบียดบังเวลาว่าง.... แต่ขนมก็คือขนมอ่ะนะ 

ต่อให้เก็บไว้อย่างดีแค่ไหน.....มดก็ตามไปขึ้นจนได้

2009/Apr/20

ทุกปีตั้งแต่เริ่มจะจำความได้  วันสงกรานต์ส่วนใหญ่ของชีวิต ฉันมักจะได้ฉลองสงกรานต์อย่างเงียบสงบที่บ้านไม้ชั้นเดียวหลังเล็กๆ เก่าๆในชนบทที่ห่างไกลจากแสงสีความศิวิไลซ์ของเมืองใหญ่  หลังบ้านมีธารเล็กๆ น้ำใส ที่ถ้าก้มลงมองอย่างพินิจสักหน่อย จะเห็นปลาเข็มตัวจิ๋วๆ ว่ายวึบวับเกาะกลุ่มเป็นทิวแถว  และถ้าทอดสายตามองไกลออกไปอีกสักนิดเราก็จะได้เห็นท้องทุ่งนาเขียวขจีผืนใหญ่ ไกลสุดลูกหูลูกตา

ฉันมาที่นี่ทุกปี  มากราบไหว้เยี่ยมเยียน "รากแก้ว" ของฉัน

บ้านหลังนี้ที่นครศรีธรรมราชเป็นที่ที่แม่ของฉันเกิด  ชีวิตชาวบ้านที่ประกอบอาชีพหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยของตากับยายทำให้แม่ขวนขวายตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อให้ได้หลีกพ้นจากการต้องหว่านกล้าเก็บเกี่ยว ประกอบอาชีพเดียวกับตายาย....  แม่ทำสำเร็จ  ทุกวันนี้ไม่ว่าพี่น้องคนไหนๆ ของแม่ก็ไม่มีใครต้องทำนาอีกแล้วแม้แต่คนเดียว  ท้องนาหลังบ้านที่แม่เคยจูงมือพาฉันไปเดินชี้ชม  รำลึกถึงชีวิตวัยเยาว์ยามที่แม่ยังต้องหาบกระบุง  หาบคอน  หว่านกล้า  ดำนา  เด็ดผักบุ้ง  ตกปลา  งมหอยขม ฯลฯ  ยังคงเต็มไปด้วยต้นข้าวสูงเรียวเขียวขจีอยู่เช่นเดิม.... ถึงแม้ว่ามันไม่ใช่ของครอบครัวเราอีกต่อไปแล้ว  แต่เราก็ยังโชคดีพอที่มีองค์กรวิจัยข้าวของกระทรวงเกษตรมาขอซื้อผืนนานั้นไปเพื่อเป็นแหล่งทำวิจัยเพาะพันธ์ข้าว.... อย่างน้อย  หลังบ้านของเราก็ยังคงจะเป็นทุ่งนาผืนเดิม  เหมือนอย่างที่เคยเป็นเมื่อยามแม่ยังเป็นเด็กหญิง

ฉันกับพี่สาวน่าจะเป็นหลานของตากับยายเพียงสองคนที่พูดใต้ไม่ได้เลยสักคำ  เราไม่ได้เกิดที่นี่ ไม่เคยใช้ชีวิตยาวนานข้ามปีที่นี่  แต่เลือดชาวใต้ของเราก็ยังคงแรงพอจะมีเชื้อให้เห็น  เริ่มจากพี่สาวที่หน้าคมผิวขำ ที่ถ้านั่งนิ่งๆ  ยิ้มเฉยๆ ไม่เอ่ยปากคงดูกลมกลืนนวลเนียนไปกับญาติๆ ผิวคมเข้มของเราได้  และฉันซึ่งก็เข้มไม่แพ้กันแถมได้บ่มเชื้อความคลั่งใคล้อาหารใต้รสจัดจ้านและพืชผักพื้นเมืองมีกลิ่นทุกชนิดอย่าง สะตอ ลูกเนียง  ที่เจอที่ไหนเป็นต้องวิ่งเข้าใส่  ทำให้ฉันก็นวลเนียนทำกลืนไปกับเค้าได้..... โดยเฉพาะในวงสำรับกับข้าว ฉันจะยิ่งเนียนใต้ได้เป็นพิเศษ  J

ฉันอาจจะเป็นหลานที่แทบจะคุยกับตาและยายนับครั้งได้ในชีวิต  ทั้งๆ ที่เราก็เจอกันเกือบทุกปี  แต่ด้วยความที่พูดใต้ไม่ได้  และตากับยายก็พูดกลางไม่ได้เหมือนกัน ทั้งด้วยวัยที่ร่วงโรยทำให้ทั้งประสาทหู ประสาทตาเสื่อม จะสื่อสารแต่ละทีต้องตะโกนคุย ทำเอาฉันถอดใจ  ยายกับหลานจึงได้แต่มองหน้ากัน  ยิ้มให้กันไปมา  สื่อภาษารักด้วยอ้อมกอดและรอยจูบเน้นๆ ที่ข้างแก้ม  ฉันชอบไปนั่งดูยายตำหมาก  กลิ่นลูกหมาก  กลิ่นปูนแดง  กลิ่นใบพลู เวลาตำรวมๆ กันเข้าจะกลายเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ที่ไม่ว่าฉันจะไปได้กลิ่นนี้จากที่ไหน ฉันเป็นต้องนึกถึงยายเสมอ ตอนเด็กๆ ฉันชอบช่วยยายตำหมากบ่อยๆ ด้วยถือเป็นการละเล่นสุดโปรดของฉัน  รวมทั้งแอบชิมเศษๆ หมากก้นครก แต่ทั้งที่แค่ละเลียดชิมคำน้อยๆ ก็ทำเอาฉันยันหมากปากเจ่อจนเข็ด....  เชี่ยนหมากน่าจะเป็นเหมือนชีวิตของยาย ยายจะหอบหิ้วเชี่ยนหมากเล็กๆ นี้ไปด้วยทุกที่แม้กระทั่งเวลานอน วันๆ นึงฉันแทบจะนับได้ไม่ถ้วนว่ายายกินหมากไปกี่คำ ยายติดหมากมากมายพอๆ กับที่ตาติดบุหรี่  ยายกินหมากคำ ตาก็จุดมวนยาเส้นของตาหนึ่งมวน ถ้อยทีถ้อยกันไปอย่างนี้....  จนกระทั่งสามปีให้หลังนี้ ที่ยายต้องกินหมากของยายโดยไร้อวลกลิ่นยาเส้นของตาลอยอ้อยอิ่งเป็นองค์ประกอบ....

ฉันไม่รู้ว่าด้วยซ้ำว่ายายกับตารักกันหรือเปล่า  รู้เท่าที่แม่เล่าให้ฟังว่ายายแต่งงานกับตาเพราะผู้ใหญ่อุ้มสม  เหมือนที่โบราณเค้าว่ากันว่าผู้ชายดีๆ น่ะ ต่อให้มีแค่พร้าขัดหลังมาแค่ด้ามเดียว  พ่อแม่สาวเจ้าก็เต็มใจยกให้  แถมผู้ชาย "ดีๆ" อย่างตาก็แถมโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อหนึ่งได้ถึงสองอีกด้วย.... ใช่แล้ว  ตาเป็นพ่อหม้ายลูกติด  แต่กระนั้นพร้าของตาก็คงจะคมกริบพอให้ตาทวดและยายทวดของฉันยกลูกสาวคนโปรดอย่างยายให้อย่างไม่เกี่ยงงอน   แต่ต่อจะให้คลุมถุงชนอย่างไร  จะรักหรือไม่รักกันก่อนแต่ง  ยายก็ลงเอยด้วยการมีพยานรักกับตาด้วยกันถึงเจ็ดหน่อ  เล่นเอาปัจจุบันฉันเกือบนับญาติไม่ไหว ด้วยเจ็ดหน่อที่มีนั่นก็ไปกระจายแตกหน่อของตัวอีกไม่รู้กี่หน่อ จนเล่นเอานับลูกพี่ลูกน้องหลานเหลนกันงงงวย  ถึงอย่างไรตอนที่ตายังอยู่ ฉันชอบแอบมองตากับยายเวลาท่านอยู่ด้วยกันเงียบๆ  ท่านทั้งสองแทบจะไม่ได้คุยอะไรกันเลยในแต่ละวัน  ตาก็มีมุมของตาคอยจุดมวนบุหรี่  ยายก็อยู่ในมุมของยายตำหมาก  แต่พอตกค่ำของทุกวันทั้งคู่ก็กลับเข้ามุมประจำของท่าน.....  บนเตียงกว้างหลังเดียวกัน  ตัวเดิมที่ท่านได้ใช้ร่วมกันมากว่า 50 ปี

ฉันแอบสงสัยเงียบๆ อยู่คนเดียวเสมอทุกครั้งที่ได้ลงไปหาตากับยาย  อยากรู้เป็นที่สุดว่าตากับยายท่านคิดอะไรของท่านอยู่กันนะ    เมื่อลูกๆ โตขึ้นจนมีหลักฐานมั่นคง ทุกคนก็คอยแวะเวียนมาดูแลทั้งเรื่องบ้าน เรื่องค่าใช้จ่ายด้วยความกตัญญู  ประจวบกับวัยที่เพิ่มขึ้นตากับยายจึงไม่เหลือภาระหน้าที่ใดๆ ให้ต้องรับผิดชอบอีก  ท่านจึงได้ใช้ชีวิตที่สุดแสนจะสงบเรียบง่ายในบั้นปลายของชีวิต  ตลอดชีวิตที่ผ่านมาฉันแทบไม่เคยเห็นตากับยายเดินทางไปไหนเลย  โดยความตั้งใจของท่านเองที่ไม่ชอบการเดินทาง ไม่ใช่ว่าไม่มีลูกหลานคอยอ้อนวอนอยากให้ท่านไปเยี่ยมเยียนที่บ้านสักครั้ง  ตั้งแต่จำความได้ยายเคยมาแวะเยี่ยมฉันที่บ้านแค่ครั้งเดียวเองในชีวิตตอนฉันเด็กๆ  และตอนนั้นก็ทำเอาท่านเข็ด บ่นอุบว่าหนาวเหลือทน..... โคราชเนี่ยนะ  หนาว....  แต่ก็อาจจะจริงของท่าน ก็ที่ภาคใต้อุณหภูมิมักจะคงที่เกือบตลอดทั้งปี  สำหรับฉัน ตากับยายเป็นเหมือนอนุสาวรีย์อะไรซักอย่าง ซึ่งไม่ว่าเราจะไปหาเมื่อไหร่ ตอนไหน ท่านก็จะอยู่ของท่านตรงนั้น  ตรงมุมเดิมนั่นเสมอ  ในบ้านไม้หลังเล็กๆ หลังนั้น  ฉันอยากรู้เหลือเกินว่าตากับยายจะเบื่อบ้างไหม ที่ในแต่ละวันกิจวัตรของท่านก็ดูจะซ้ำซากวนเวียนอยู่เหมือนเดิม  ตื่นขึ้นเมื่อฟ้ายังไม่ทันสาง  ทานข้าวเช้า  มวนบุหรี่  ตำหมาก  นอนเอนหลังในยามสาย   ทานข้าวกลางวัน  มวนบุหรี่  ตำหมาก  แล้วเอนหลังในยามบ่าย  ทานข้าวเย็น  ก่อนจะอาบน้ำปิดบ้านเตรียมเข้านอนเมื่อยามเย็นย่ำ เกือบจะพร้อมๆ กับเวลาที่นกกาบินกลับรัง  ท่านจะเบื่อกิจกรรมประจำวันที่เหมือนเดิมราวกับตั้งโปรแกรมเหล่านี้ของท่านบ้างไหม  ท่านมีความสุข หรือความทุกข์อะไรบ้างหรือเปล่า ฉันอยากรู้จริงๆ

แต่ทั้งตาและยายฉันท่านไม่ใช่คนช่างพูดทั้งคู่  กระทั่งเมื่อฉันซักแม่ว่าเมื่อตอนเด็กๆ ยายชอบเล่าเรื่องนู่นนี่นั่นให้แม่ฟังเหมือนกับที่แม่ชอบเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฉันฟังบ้างไหม  แม่ก็บอกว่ายายไม่ค่อยช่างพูด  จะแค่ดุลูกเวลาซน  หรือสั่งงานลูกเวลาต้องใช้งานก็เท่านั้น  นอกนั้นก็จะไม่มีการเล่าสารทุกข์สุกดิบอะไรแก่กันและกันเลย  แม่บอกว่าคนบ้านนอกเมื่อก่อนก็มักจะใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับวิถีธรรมชาติไปอย่างสงบและเรียบง่ายไปอย่างนั้น  ไม่มีสิ่งกระตุ้นเร้าอะไรมากมายเหมือนสมัยนี้ ..... 

ฉันกลับมองว่าชีวิตที่เหมือนจะไหลเอื่อยไปตามกระแสลมแบบที่บ้านปักษ์ใต้นี่ต่างหาก ที่ทำให้เหมือนชีวิตแต่ละวันเรามีเวลาเหลือเฟือมากมายที่จะทำอะไรได้เยอะแยะ  ดูช่างแตกต่างจากชีวิตทำงานในออฟฟิศที่ฉันซุกตัวอยู่ใน ตอนนี้เสียอีก ที่แต่ละวันผันผ่านไปเร็วจนแทบหายใจหายคอไม่ทัน  เช้าแป็บๆ  ก็ต้องล่กๆ ทานข้าวเที่ยง  ก่อนจะล่กๆ ขับรถกลับบ้านในตอนเย็นย่ำยามเลิกงาน  ที่บ้านปักษ์ใต้ฉันมีเวลาเหลือเฟือที่จะได้นั่งใต้ต้นมะพร้าว มองดูยอดมะพร้าวกับใบของมันไหวลู่ไปตามลม  ฟังเสียงลมโชยพัดเอื่อยๆ  สูดกลิ่นดินกลิ่นหญ้า  และแอบช้อนปลาเข็มเล่นในธารใส  เงียบ  สงบ  เบา  สบาย

ฝรั่งเค้ามีสุภาษิตบอกว่า The Grass is Always Greener on the other Side of the Fence  อะไรที่ไม่ใช่ของเรามักจะดูดีกว่าของๆ เราเสมอ ..... เหมือนอย่างที่ฉันคิดอยู่ตอนนี้ละมั้ง  อิจฉาชีวิตเงียบสงบของยายจัง  แถม literally ทุ่งนาป่าหญ้าที่บ้านยายก็เขียวชะอุ่มกว่าแถวบ้านฉันจริงๆ ซะด้วย.....