Viewpoints

เมื่อวานก่อนเกิดรู้สึกปวดฟันขึ้นมาเล็กๆ เลยรีบวิ่งแจ้นไปหาหมอฟันเจ้าประจำ (ฟังดูคล้ายๆ กล้วยแขกเจ้าประจำไงไม่รู้) เราค่อนข้างห่วงสุขภาพฟันตัวเองพอสมควร จากที่ตอนเด็กๆ แม่ไล่ไปแปรงฟันทีก็อิดออดเลี่ยงแล้วเลี่ยงอีกอยู่นั่น วันไหนเลี่ยงแม่ไม่แปรงฟันตามคำสั่งได้ ถือเป็นความสำเร็จเล็กๆ อันน่าภาคภูมิใจ (ตรงไหนวะ)  ผลแห่งกรรมนั้นเลยเกิดก่อมาเป็นฟันผุอลังการที่ต้องตามอุดตามซ่อมแซมกันมาจนโต  มาจนตอนนี้เกิดจะกลับตัวกลับใจรักษาสุขภาพฟันเอาในนาทีสุดท้ายก่อนจะต้องบอกลาฟันแท้ไปตลอดกาล  เราเลยกลายเป็นพวกพารานอยด์เล็กๆ ขูดหินปูนได้เป็นขูด ขูดแล้วขูดอีกอยู่นั่นจนหมอชักระอา บอกว่ามันงอกมาไม่ทันให้ขูดแล้วเนี่ย จะขยันขูดอะไรกันนักหนา

จะว่าไปปีนี้เราไปหาหมอฟันบ่อยอยู่เหมือนกัน ที่เขาว่าอย่างน้อยควรจะซักหกเดือนครั้ง เราก็น่าจะเกินเรตปกตินิดหน่อย อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่มีฟันผุ ไม่มีอะไรต้องถูกถอนทำลายก่อนเวลาอันควร พอปวดฟันคราวนี้ ก็เลยรีบแจ้นไปอ้าปากหวอให้คุณหมอสำรวจอย่างด่วนเผื่อต้องอุดต้องทำอะไรจะได้ทำซะแต่เนิ่นๆ  คุณหมอเจ้าเก่าขยับแว่นมองซ้ายมองขวา เคาะฟันซี่นู่นที แยงฟันซี่นี่ที แล้วก็ส่วยหน้าบอกว่าทุกอย่างยังดูปกติดี วัสดุอุดอะไรทั้งหลายก็ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ปกติ ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง  อ้าว สรุปว่าฉันนอยด์ไปเองใช่ไปไหมเนี่ย

"อายุเท่าไหร่แล้วนะครับ" จู่ๆ คุณหมอก็ถาม

ฉันยังไม่ทันจะตอบ คุณหมอก็ปรายตาไปดูที่ชาร์ตประวัติคนไข้ ซึ่งคงมีวันเดือนปีเกิดฉันแสดงอยู่

"อ้อ....."

คุณหมอนิ่งไปนิด

"อายุเท่านี้  แต่หมอว่าฟันคุณสึกล่วงหน้าอายุเยอะไปหน่อยแล้วนะ ปกติชอบเคี้ยวอะไรแข็งๆ หรือเปล่า"

โห... เรื่องของแข็งนี่ลืมไปได้เลย คนใกล้ชิดสนิทตัวฉันจะได้ยินเสียงบ่นของฉันทุกครั้งบนโต๊ะกินข้าว ทุกคนรู้ว่าฉันเป็นโรคขี้เกียจเคี้ยว ไม่ชอบเคี้ยวอะไรนานๆ เพราะขี้เมื่อยกรามอย่างแรง  แหม...แค่ข้าวเหนียวฉันยังไม่กินเลย เคี้ยวทีไรปวดกรามทุกที ไม่ต้องพูดถึงของแข็งอย่างอื่น

"ไม่ค่ะ ไม่ชอบกินอะไรแข็งๆ"

แต่แล้วฉันก็นึกอะไรออก

"แต่ชอบดื่มน้ำอัดลม กับทานของเปรี้ยวๆ ค่ะคุณหมอ"

คุณหมอก็เลยพยักหน้าตามว่านั่นน่าจะใช่สาเหตุของอาการฟันกร่อนก่อนวัยอันควรของฉันแน่ๆ ....

คนที่ติดน้ำอัดลมคงพอจะเข้าใจอารมณ์นี้  คงคล้ายๆ คนติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดกาแฟนั่นล่ะนะ เวลาร้อนๆ เหนื่อยๆ โหยๆ ขึ้นมา น้ำอัดลมเย็นๆ นี่มันช่วยให้กระปรี้กะเปร่าขึนมาทันใจ ถ้ากลัวอ้วนเพราะน้ำตาลก็เลี่ยงไปกินพวกไดเอ็ทแทนได้ แต่ไอ้ความซาบซ่าสดชื่นนี่จะหาอะไรมาทดแทนล่ะ จะให้กินอีโนแทนรึยังไง  ไอ้รู้ก็รู้ล่ะนะว่ามันไม่มีประโยชน์ อันตรายต่อสุขภาพ  แต่ไอ้น้ำดำๆ ซ่าๆ นี่มันก็อร่อยกว่าน้ำเปล่าจริงๆอ่ะ กินกับอะไรก็อร่อย ยิ่งอาหารไทยรสจัดๆ ตามด้วยแป๊ปซี่ซ่าๆ ฮืมมมมมมมมมมมมมม... บรรยายความรู้สึกไม่ถูก

......

ระยะนี้เป็นระยะทำใจห่างคนบางคนที่ไม่เคยคิดอยากจะห่างเขาเลยทั้งชีวิต

การที่ต้องอดทนอดกลั้นบอกตัวเองว่าให้ปล่อยเขาไป  อย่ายื้อ  อย่าดื้อ  อย่าทำตามใจตัวเอง.... มันทรมานเนาะ ไม่ใช่การต่อสู้กับใครที่ไหนข้างนอกโน่นเลย  ต่อสู้กับความรู้สึกข้างในตัวเองล้วนๆ  ความรู้สึกคิดถึง  เป็นห่วง  อยากเห็นหน้า  อยากได้ยินเสียง  อยากแม้กระทั่งให้ใครซักคนก็ได้พูดออกชื่อเขาให้เราได้ยินยังกับว่ามันจะช่วยให้ความฟุ้งซ่านของเราระงับลงได้  ตลกดี... มันเป็นจริงๆ ด้วยสิไอ้ที่เพลงเค้าร้อง แค่เห็นคนหน้าคล้ายๆ ก็ไม่ได้  ใจมันก็พร้อมที่จะแว๊บไปคิดถึงทันที....

ความรักนี่แปลกดี  อยู่ๆ ก็เข้ามาเองแท้ๆ ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้เชื้อเชิญ ที่เมื่อก่อนไม่มีเขาเราก็อยู่ของเราได้ปกติ ชีวิตแฮปปี้ดี๊ด๊าดี  วันหนึ่งพอโชคชะตาพัดเขาเข้ามาทำให้เราชินกับการมีเขาอยู่  แล้วโชคชะตาก็บังคับจับเปลี่ยนให้เรากลับไปสู่ความไม่มีเหมือนเดิม  การพยายามบังคับตัวเองให้ทำความคุ้นเคยกับความเคยชินแบบเก่ากลับยากเย็น

เคยอ่านหนังสือของใครซักคนบอกว่ามีสองวิธีที่จะช่วยให้ตัดใจจากคนที่เราฝังใจได้คือ

หนึ่ง  อย่าได้ติดต่อ อย่าได้เขียน  อย่าได้คุย อย่าได้เปิดโอกาสให้มีทางไหนที่เราจะรับรู้เรื่องของเขาได้

กับวิธีที่สอง.... "get to know him better."...

ลองมาแล้วทั้งสองทาง แต่ยังไม่สามารถบอกใครๆ ได้ว่าวิธีไหนดีกว่า  เพราะทฤษฎียังไม่สามารถเอามาใช้ได้กับเรา

เมื่อคืนคงเป็นเอาหนัก ด้วยความที่พยายามบังคับตัวเองให้อยู่ห่างๆ สุดชีวิตแล้ว  ขนาดไม่พูดถึง ไม่คุย ไม่ติดต่อ ไม่พบไม่เจอ ไม่เห็นกัน  ไม่แม้กระทั่งหลุดปากออกชื่อเขาออกมาด้วยซ้ำ แต่ไอ้จิตไต้สำนึกนี่มันคงยากเกินกว่าจะควบคุม ตกกลางคืนขึ้นมาฝันถึงซะงั้น ฝันซะอย่างละเอียดเป็นภาพชัดเจน อบอุ่นเหมือนจะชดเชยกับความเก็บกลั้นก็ของตัวเองยามมีสติสมบูรณ์

....

ลืมตาตื่นขึ้นมาตอนเช้า  พร้อมกับเสียงถอนหายใจของตัวเอง.... เฮ้อ...หลับยังตามมาหลอนได้อีกนะคนเรา  แล้วจู่ๆ  เราก็นึกขึ้นมาเฉยๆ ว่าเขานี่มีเอฟเฟกต์กับชีวิตเหมือนน้ำอัดลมของโปรดเราจริงๆ นะนี่  ที่กินไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์กับร่างกาย แถมทำให้ฟันสึกกระดูกผุกร่อนอีก แต่เวลาอยากกินขึ้นมามันโหยหาทรมาน ... จะห่วงสุขภาพร่างกายดีหรือจะทำยอมตามใจตัวเองเพื่อแลกกับความสุขเป็นพิษชั่วคราวดี.... คำตอบเราเองก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว

บางทีคงมีวิธีเดียวจริงๆ แหละ ก็ถ้าไม่อยากให้ฟันผุก็ต้องเลิกน้ำอัดลมให้ได้ และถ้าไม่อยากให้ใจกร่อนไปกว่านี้ ... ก็ต้องอดทนบังคับใจตัวเองให้ได้เหมือนกัน  ....

เคยไหมที่บางทีรู้สึกว่าตัวเองตกมาอยู่ในมุมมืดสุดของโชคชะตา อารมณ์ประมาณจะมีอะไรเลวร้ายเจ็บปวดได้มากกว่านี้ไหมชีวิต... ไหงเวลาจะเสีย ดันจัดมาซะพร้อมๆ กัน ทั้งเสียน้ำตา  เสียความรู้สึก   เสียเงิน  เสียความรัก   เสียอารมณ์  เสียศรัทธาในชีวิต....

หรือว่าบางทีจะจริงก็ไม่รู้เนอะ ที่ฝรั่งเขาว่า Misery loves company ความซวยไม่เคยมาเยือนแบบโซโล มันต้องพาเพื่อนมาด้วย  และนาทีนี้ของชีวิตดูเหมือนมันไม่ได้พาเพื่อนมาแค่หน่อสองหน่อ พ่อเล่นเหมารถสิบล้อขนเพื่อนพ้องน้องพี่มากันครบเลยทีเดียว

แปลกอยู่เหมือนกันที่เราชักเริ่มไม่แน่ใจซะแล้ว ว่าอี rock bottom หรือว่าจุดต่ำสุดในชีวิตคนเรามันจะมีได้จุดเดียว  เพราะเหมือนกับว่า พอเจอก้นเหวที่หนึ่ง กะว่าจุกสุดๆ แล้ว เลวร้ายไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว  เราก็ได้พบว่าก้นเหวที่สองที่ต่ำลงไปกว่ายังรออยู่ และพอนั่งน้ำตารินอยู่ก้นเหวที่สองได้ซักระยะ กะว่าเอาละวะ ถึงเวลาจะปีนกลับขึ้นไปละนะ อีตัวซวยตัวต่อมาก็กระแทกตู้มให้จมดิ่งลงไปในก้นเหวที่สามอย่างต่อเนื่อง .... สรุปว่าอีจุดที่ว่าต่ำสุดมันอยู่ตรงไหนกันแน่เนี่ย  โดนหลายๆ มรสุมเข้า  พักหลังๆ น้ำตาเริ่มแห้ง... จากท้อซะจนไม่รู้จะท้อยังไง ประสบการณ์เลยให้บทเรียนเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์.... สอนให้.... นิ่ง

และพอนิ่งได้ซักหน่อยแล้ว  ก็รู้สึกเหมือนอีก้อนๆ เจ็บปวดที่ดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ในหัวอกนี่  เป็นแค่ก้อนความรู้สึกกลมๆ ที่ฝังอยู่ในตัวกลมๆ ของคนๆ หนึ่งที่มีเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมเจ็บปวดอีกนับไม่ถ้วนในโลก

เวลาเริ่มจะเศร้ากะบิวด์ตัวเองตามนิสัยปุ๊ป ตอนนี้เราเงยหน้าขึ้นมองสิ่งแวดล้อมภายนอกปั๊ป

โน่นคุณลุงขายถ่านที่เข็นรถถ่านหน้าดำเป็นมัน ตากแดด ผ่านหน้าบ้านทุกวัน แกคงทุกข์ทางกายเพราะร้อนแดดที่แผดที่จ้าอยู่นั่น ยังดีเนาะที่เรายังได้นั่งอยู่ในบ้านเย็นๆ .... อีหอยจ๊อหมาแก่ประจำบ้านฉันที่นอนตัวอ้วนตุ๊ ขนร่วงเพราะความแก่อยู่ที่ซอกเดิมของมัน โถ...ดูสิ ในชีวิตที่เราได้ตะลอนๆ ไปเปิดหูเปิดตาไกลจนต่างทวีป  อีหอยจ๊อกลับเคยเดินทางไกลที่สุดในชีวิตของมันไม่เกิน 500 เมตรจากรั้วบ้านฉัน  แก้มใสหลานสาวสุดเลิฟวัยหกขวบที่ต้องเสียน้ำตาอุ่นๆ เกือบทุกเช้าเมื่อถูกคุณยายลากออกมาจากเตียงอุ่นๆ เพื่อไปโรงเรียน  หกขวบก็ทุกข์กะเค้าเป็นด้วยเนาะ 

ใครๆ ก็ทุกข์ทั้งนั้น  เหงาซะที่ไหนล่ะ เพื่อนทุกข์ล้นหลามทั้งโลก  กะอีแค่ rock bottom level 1 2 3 จะกระไรนักหนา

มา...โชคชะตา  จัดมาได้อีก ส่งมาเลยเน้นๆ  จะบทเรียนบทไนก็ตามแต่

ตราบใดที่ยังหายใจอยู่  จะสู้ไม่ถอย

เจ็บนัก  ก็แค่ขอถอยไปเสียน้ำตาสักครู่  แล้วจะกลับมาสู้ใหม่

อย่าคิดนะว่าจะยอมกันง่ายๆ

อีโด่เอ๊ย...

 

"ถามอะไรแปลกๆ"  น้องสาวเราว่าระหว่างที่นั่งรถไปด้วยกัน

นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ในชีวิตที่มักจะมีคนบอกว่าเราชอบคิดอะไรแปลกๆ หรือถามคำถามอะไรแปลกๆ เราอาจจะต้องเริ่มเชื่อแล้วมัง เมื่อคนเหล่านั้นมักเป็นกลุ่มเพื่อนหรือบุคคลใกล้ชิดโซนหนึ่งของเราทั้งนั้น

เรื่องของเรื่องก็ไม่ใช่อะไรหรอก บังเอิญวันนี้เราขับรถผ่านวัดวัดหนึ่ง แล้วสายตาเราก็เหลือบปั๊ปไปเห็นเมรุเผาศพที่อยู่ในวัด อยู่ๆ เราก็คิดขึ้นมาพร้อมกับที่ปากก็พูดลอยๆ ออกไปว่า

"อยากรู้จังเนาะว่าเวลาเราตาย เราจะถูกเผาที่วัดไหน....." 

เราว่ามันคงเป็นหนึ่งในคำถามที่เราคงไม่มีวันได้รู้คำตอบจริงๆ เพราะต่อให้เขียนพินัยกรรมไว้ว่าอยากถูกเผาที่ไหนอย่างไร พอตายไปจริงๆ แล้วเราก็คงไม่มีวันรู้อยู่ดีว่าคนข้างหลังเขาจะเมตตาจัดการให้ตามประสงค์ของเราหรือเปล่า  หรือถ้าแย่ยิ่งไปกว่านั้น.... ถ้าบุญกรรมนำไป เราอาจจะไม่มีโอกาสแม้จะได้ถูกเผาด้วยซ้ำ... ไม่เป็นศพไร้ญาติถูกทิ้งไว้ตามป่าละเมาะแถวใดแถวหนึ่งก็บุญถมไปแล้ว

"เจ๊....ไม่มีใครเค้าคิดจะถามคำถามอะไรแบบเจ๊หรอกรู้เปล่า..." น้องเราว่าเข้าให้

เรายิ้มขำๆ น้อง อาจจะเป็นแค่เพราะคนส่วนมากไม่ค่อยอยากนึกถึงความตายกันละมั้ง  พอเวลาใครพูดเรื่องเป็นตายขึ้นมาทีไร เลยออกจะเป็นที่กระอักกระอ่วนในวงสนทนา หรือกลายเป็นคนที่ดูอมทุกข์อมโศกอะไรไปนู่น  เหตุหลักๆ คงเพราะไม่มีใครซักคนอยากจะตายหรือแม้แต่จะยอมเชื่อว่าสักวันมันก็จะต้องถึงคิวของเราที่จะต้องหมดลมหายใจ  ความตายเลยเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดที่ทุกคนพยายามลืมเลือน เสมือนกับว่าถ้าไม่พูดถึงแล้วมันจะไม่เกิดขึ้นกับเราอย่างนั้น  แปลกดีเนาะ เราฉลองวันเกิดกันเป็นงานบันเทิง เป็นบ้าเป็นหลังกันทุกปี ไม่มีใครคิดจะฉลองว่านี่ก็อีกปีแล้วสินะที่ความตายเข้ามาใกล้

ทำไมเราคิดเรื่องตายบ่อยๆ ก็ไม่รู้  เข้าใจเหมือนกันว่าอาจจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกไม่สบายตัว เลยพยายามไม่พูดถึงบ่อยๆ แต่ขนาดไม่บ่อยก็คงจะบ่อยเกินเกณฑ์ปกติอยู่บ้าง  แต่แม้ว่าเราจะคิดถึงความตายบ่อยๆ เราก็ไม่คิดจะทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการสิ้นคิดแต่อย่างใด และชีวิตเรามันก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นต้องหาวิธีขี้โกงโชคชะตาด้วยการหาทางออกง่ายๆ โดยไม่ต่อสู้

แค่ถึง ณ เวลานี้  วัยนี้  เราเริ่มรู้ซึ้งขึ้นทุกวันๆ ว่าชีวิตมันเป็นทุกข์จริงๆ ด้วยว่ะ  ต่อให้มีความสุขบางๆ มาเคลือบฉาบหน้าลวงไว้ เนื้อหาจริงๆ ของชีวิตมันก็ทุกข์ทั้งนั้น  และยิ่งแก่ตัวลง เราก็ยิ่งมองเห็นความทุกข์ชัดขึ้นๆ ทุกข์หลักๆ ก็คงเกิดจากความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อะไรที่เราไม่อยากให้มันเปลี่ยนมันก็เปลี่ยน  อะไรที่เราอยากให้มันเปลี่ยนใจจะขาดมันกลับไม่ยอมเปลี่ยน  และก็แค่ไอ้เรื่องความไม่คงที่  เปลี่ยนแปลงนี่แหละ ที่มันเปลี่ยนรูปเข้ามาในแบบต่างๆ มาเป็นบททดสอบของชีวิต  เพื่อนหรือคนรักๆ กัน เคยดีๆ กันอยู่  อยู่ๆ มีเรื่องต้องเลิกคุยเลิกคบ  เขาเปลี่ยนเราเปลี่ยน ก็ต่างคนต่างทุกข์  เขาเปลี่ยนเราไม่เปลี่ยน หรือเขาไม่เปลี่ยนแต่เราเสือกเปลี่ยน เอ้า...ก็ทุกข์อีก  ทุกข์ซ้ำทุกข์ซาก  ซ้ำไปซ้ำมาจนเริ่มสงสัยเข้าจริงๆ ว่าถ้าถ่วงน้ำหนักเวลาในชีวิตจริงๆ ที่เรียกว่าสุข กับเวลาที่ทุกข์นี่  เชื่อว่าเวลาทุกข์จะมีน้ำหนักมากกว่าซะจนชนะขาดลอย  และคงจะมีต่อไปจนกว่าเราจะชินชากับมันจนเรียนรู้ที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยได้

หรือเราจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปซะแล้วหนอนี่หนอ.....

วันนี้ก็มีเรื่องให้ทุกข์อีก  แต่บังเอิญที่ว่า ... I've been through something much worse... ไอ้ทุกข์วันนี้ก็ทุกข์เหมือนกันละวะ แต่เคยแย่กว่านี้มาแล้ว มันเลยเหมือนมีเซรุ่มต้านทานอยู่บ้าง  เมื่อก่อนเคสเดียวกันนี้เคยร้องไห้อยู่เป็นเดือน  พอมาเคสคล้ายๆ เดิมวันนี้ ก็ยังร้องไห้เหมือนกัน  แต่เหลือแค่วันเดียว ตาบวมเสร็จก็จบเรื่อง  น้ำตาไม่เหลือให้ไหลทำมิวสิคเรื้อรังวุ่นวายเหมือนเคยอีก  แล้วก็แปลก  ตอนนู่นถึงขั้นจะเป็นจะตาย ขนาดว่า...

ยามกินลืมกินสิ้นรส        กลืนกำสรดเช้าเย็นเป็นภักษา....

แต่วันนี้ เรื่องคล้ายๆ เดิม  ยังทำให้เศร้าอยู่  แต่เราก็ยังหายใจได้ กินได้ นอนได้อยู่นี่หว่า... ไม่หนักหนาอะไรนี่เนาะ

จะมีหรือไม่มีใครในชีวิตมันก็ไม่ได้ต่างกันมากแล้วละมั้ง  เพราะอีกไม่นาน  ไม่เกิน 60 ปี แน่นอน  แม้แต่ตัวเองที่เรารักกว่าใครนักหนาก็จะไม่เหลือ.... แม้แต่ชีวิต

เหมือนกันทุกๆ คน....