หายหน้าไปมากกว่า 4 เดือน เนื่องจากตอนนี้ชีพจรแห่งการโยกย้ายกำลังทำงานขนานใหญ่ บวกกับช่วงที่ผ่านมานี้เกิดหมดแรงเขียนบล็อกเอาดื้อๆ ซะงั้น ไม่ได้กลับมาเปิดบล็อกตัวเองดูประมาณชาติเศษ บางครั้งบางช่วงเวลาของชีวิตเมื่อเราย้อนกลับมามองดดูตัวเองอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านเลย ก็อดจะรู้สึกไม่ได้ว่าเราช่างผลาญเวลาได้ว่างเปล่าอย่างไรประโยชน์โพธิผลใดๆ ได้อย่างน่าตกใจ....
สองสามวันที่ผ่านมานี้ เกิดได้มีโอกาสกลับมานั่งอ่านบล็อกเก่าๆ ชองตัวเองดูอีกที อ่านไปอ่านมาเลยเกิดบิวด์ตัวเองขึ้นมาได้ ให้ลงมือเขียนอะไรที่ติดหนี้ค้างคาสัญญากับตัวเองมาแสนนานเรื่องเกี่ยวกับละครอีกหลายเรื่องที่มีโอกาสได้ดูมา และในช่วงเวลา slow pace ของชีวิต เราทำได้ก็แต่จดบันทึกเก็บไว้ในไดอารี่ส่วนตัวแต่ยังไม่มีโอกาสได้นำประสบการณ์มาแบ่งบันให้คนชาติพันธุ์บ้าดูละครคล้ายๆ กันกับเราได้ร่วมรับรู้...
อย่าง Hairspray the Musical เรื่องนี้เราไปดูมาก็นับเวลาได้หลายเดือนมากอยู่ ในช่วงที่ละครกำลังสุดฮ็อตอยู่ในแวดวง West End และยิ่งหลังจากละครลงโรงได้ครบปีตั้งแต่เดือนตุลาปี 2007 ละครหน้าใหม่เรื่องนี้ก็ยิ่งทวีความฮ็อตอลังการไปกันใหญ่เมื่อได้รับการประกาศให้ได้รับรางวัล Best New Musical ประจำปี 2008 จากเวที Olivier Award ซึ่งก็คือรางวัลตุ๊กตาทองของแวดวงละครเวทีที่อังกฤษเค้า แถมยังกวาดทั้งรางวัลนักแสดงนำชายและหญิงยอดเยี่ยมมาครองจากฝีมือของนักแสดงชายเจนเวทีอย่าง Michael Ball ผู้ซึ่งมารับบทที่อาจจะเรียกได้ว่าท้าทายที่สุดในชีวิตการแสดงของเค้า คือบทคุณแม่ตุ๊ต๊ะที่แสนจะขี้อายและขาดความมั่นใจในตัวเองอย่าง Edna Turnblad และนักแสดงสาวหน้าใหม่ถอดด้ามที่เพิ่งจะเปิดตัวในฐานะนักแสดงมืออาชีพครั้งแรกอย่าง Leanne Jones ผู้คว้าบทนำอย่าง Tracy Turnblad สาวน้อยซุปเปอร์ไซส์ที่พกความมั่นใจ ความจริงใจ และความมุ่งมั่นมาทำให้ Hairspray กลายเป็นละครที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความสดใสน่ารัก และด้วยคุณสมบัติดังกล่าว Leanne จึงคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประจำปีไปครองอย่างไร้ข้อกังขา
โรงละคร Shaftesbury Theatre เป็นโรงละครขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งกลางกรุงลอนดอน และเนื่องด้วยอยู่ซะใจกลางเมืองแม้จะแอบซุกซอกอยู่ในซอกซอยก็ถือว่าหาได้ไม่ยาก ป้ายละครก็ช่างโดดเด่นสะดุดตาด้วยสีสันสดใสแนวการ์ตูน พร้อมภาพครึ่งใบหน้าของสาวน้อยหน้าใสผมสีท้องฟ้ากระจ่างทำตาโตอันเป็นโลโก้หลักของละครช่วยดึงดูดให้เราต้องเร่งฝีเท้าเพื่อใช้เวลาสำรวจโรงละครและแอบตรวจตราของที่ระลึกสิ่งละอันพันละน้อยที่อาจจะได้นำกลับบ้านก่อนเวลาละครจะเริ่ม
ละครเพลงเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน original version ฉายตั้งแต่ปี 1988 แม้ว่าหนังจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมายหากแต่ก็ไปเตะตานักสร้างละครเวทีของ Broadway เข้าอย่างจังจนถึงขั้นมีการขอลิขสิทธิ์เรื่องมาดัดแปลงทำให้เป็นละครเพลง และออกแสดงที่อเมริกาเป็นครั้งแรกในปี 2002 จนได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จมากมายจากหลายเวที รวมถึงรางวัล Tony Awards ละครเพลงยอดเยี่ยมประจำปี 2003 เอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของละครเพลงเรื่องนี้คือการคัดเลือกนักแสดงชายมากฝีมือมารับบท Edna Turnblad คุณแม่ไซส์ซุปเปอร์XL ที่แสนจะขาดความมั่นใจในตัวเอง การที่จะต้องคัดเลือกนักแสดงชายมารับบทคุณแม่ของละครเรื่องนี้ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึง Divine หรือ Harris Glenn Milstead นักแสดงเพศที่สามคนแรกที่รับบทนี้ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ปี 1988 Divine เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวไม่กี่อาทิตย์หลังจากที่หนังออกฉาย และยังทิ้งงานละครที่ยังถ่ายค้างคาไว้เบื้องหลังอีกหนึ่งเรื่อง Fox ต้นสังกัดของ Divine ได้เขียนการ์ดแสดงความเสียใจในงานศพของเขาว่า "ถ้าคุณไม่ต้องการทำงานชิ้นนี้ขนานนั้น ก็แค่บอกเราตรงๆ ก็ได้...." เอิ่ม.... ยังอุตส่าห์ขำได้อีก
และในปี 2007 ที่ผ่านมานี่เอง Hairspray ก็ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เพลงอีกครั้ง และครั้งนี้บทของ Edna Turnblad ก็ได้ตกเป็นของนักแสดงชื่อก้องอย่าง John Travolta ซึ่งสร้างความฮือฮาอย่างมากมายกับการแปลงโฉมขนานใหญ่ของนักแสดงฝีมือเชี่ยวผู้นี้
โครงเรื่องของ Hairspray เป็นเรื่องสมัยยุคซิกส์ตี้ ใน Baltimore สหรัฐอเมริกา เรื่องราวของสาวน้อยหุ่นอวบอั๋น Tracy Turnblad ซึ่งอาศัยอยู่กับคุณพ่ออารมณ์ดีผู้แสนจะเข้าอกเข้าใจลูกสาวและคุณแม่เจ้าเนื้อผู้แสนจะเก็บเนื้อเก็บตัว Tracy มีความฝันอยากจะเป็นสาวน้อยนักเต้นในรายการทีวียอดฮิตอย่าง Corny Colins Show เพียงเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับหนุ่มหล่อในฝันผู้เป็นที่หมายปองของสาวๆ อย่าง Link Larkin และแม้ว่าเส้นทางความรักของสาวน้อย Tracy จะมีอุปสรรคกีดกั้นจากสายตาของสังคมที่มองภาพสาวเฮฟวี่เวทอย่างเธอในเชิงลบและขบขัน และแม้จะถูกล้อเลียนหัวเราะเยาะจากสาวๆ หุ่นเพรียวบางมากเพียงใด รูปร่างของเธอก็ไม่เป็นอุปสรรคกีดกั้นความฝันและความมั่นใจในตัวเองของเธอได้ เมื่อ Tracy ได้พบ Link ตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรก เธอก็ยิ่งมั่นอกมั่นใจเข้าไปอีกว่านี่แล้วคู่แท้ของฉัน เสียงระฆังวิวาห์ดังหวานแว่วขึ้นในหัวของสาวน้อยทันที (I can hear the Bells)
เรื่องราวผูกปมซ้อนทับเข้าไปอีกด้วยเรื่องของความแตกต่างระหว่างสีผิว เมื่อ Tracy เข้าร่วมสนับสนุนกลุ่มคนผิวดำให้มีเนื้อที่ได้แสดงความสามารถในรายการทีวีของคนผิวขาว ความมุ่งมั่น ตั้งใจจริงของเธอจึงกลายเป็นเสน่ห์เกินห้ามใจทจนในที่สุดก็ผูกใจของหนุ่มฮ๊อตอย่าง Link ไว้ได้
ฉากเปิดตัวของละครทำเอาเราขนลุกเกรียวด้วยความตื้นตันและตื่นเต้น เมื่อเสียงกลองดังขึ้นเป็นจังหวะเพลงแนวดิสโก้ ตึ้บ.....ตึ้บตึ้บ..........ตึ้บ.....ตึ้บตึ้บ ก็ส่งให้หัวใจคึกคักพองบาน อินโทรดนตรีขึ้นพร้อมไฟสาดจ้า คนดูเห็นเป็นภาพมุมสูงเหมือนสาวน้อย Tracy กำลังหลับสนิทนิทราอยู่บนเตียงนอนนุ่ม เธอตื่นพรวดขึ้นมาพร้อมเสียงเพลงกังวาลใส
" Oh Oh Oh woke up today feeling the way I always do..."
ถึงตรงนี้ น้อง Leanne ผู้รับบท Tracy ก็ได้ใจดิฉันไปเรียบร้อย ทำเอาดิฉันน้ำตารื้นขึ้นมาเชียว You Go Girl! ผู้หญิงอะไรน่าร้าก น่ารัก เป็นคนอ้วนที่สวยที่สุดคนนึงที่เคยเห็นมาเลยในชีวิต น่ารักกว่า Tracy เวอร์ชั่นไหนๆ ที่เห็นมาเชียว อาจเป็นเพราะเธอเป็นผู้หญิงตายิ้มได้ละมั้ง เรารู้สึกว่าผู้หญิงที่ตายิ้มได้แบบนี้มักมีเสน่ห์แบบสดใสให้น่าเข้าใกล้ และเท่าที่เคยเห็นผู้หญิงที่เราจัดเข้ากลุ่มผู้หญิงตายิ้มได้ก็มีอยู่ไม่กี่คน อย่างถ้าเป็นคนไทยก็คุณป๊อก ปิยะธิดา หรือคุณลำไย ลูกนก สุภาพร นั่นเราก็ว่าเค้ายิ้มได้ดูชื่นใจดี น้อง Leanna ก็เป็นอีกคนหนึ่งในนั้น
ตอนเราดูโฆษณาละครเรื่องนี้ทางทีวี ก็อดทึ่งไม่ได้แล้วว่าน้อง Leanne แกจะเต้นได้สะบัดขนาดนั้น แต่ก็แอบคิดไปเองว่าคงเป็นเพราะเวลาออกกล้องคนเราจะดูอ้วนขึ้นอย่างน้อย 5 กิโลอย่างที่เค้าว่าๆ กัน พอมาเห็นน้อง Leanna ตัวจริงเสียงจริงบนเวทีก็ให้ผิดคาด เพราะน้องก็กลมอาจจะยิ่งกว่าที่เห็นในทีวีซะอีก ตันตึ้บไปหมดทั้งตัว น่าหมั่นเขี้ยวอย่างแรง เราว่าน้อง Leanna น่าจะเป็นคนอ้วนที่แข็งแรงที่สุดแล้วในโลก เพราะทั้งเรื่องเธอต้องทั้งร้องและทั้งเต้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เห็นวี่แววความเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย คงเพราะเล่นละครมาทุกวันจนอยู่ตัวแล้วก็ได้ ดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเธอจะเต้นได้พริ้วปลิวลมขนาดนั้น ขนาดไม่เป็นอุปสรรคเลยจริงๆ
แต่พอมาถึงบทเปิดตัวพระเอก Link ซึ่งควรจะออกมาอย่างเท่รับเสียงกรี๊ดสาวๆ แต่ก็แปลกที่รอบนี้พระเอกกลับไม่ได้รับเสียงกรี๊ดสนั่นอย่างที่หวัง น่าสงสาร คงจะแอบไปเสียเซลฟ์หลังเวทีแน่ๆ โดยส่วนตัวเราชอบพระเอก Link เวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่น้อง Zac Efron เล่นไว้มากกว่าหน่อยนึง อาจเพราะน้อง Zac แกตาสวยมากกกกกกกดูดีมีเสน่ห์ได้ใจป้าสุดๆ Link เวอร์ชั่น West End ได้พระเอกดาวรุ่งอย่าง Ben James Ellis ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีที่อังกฤษเพราะน้องเคยประกวดรายการเรียลลิตี้หาพระเอกละคร Musical เมื่อปีกลาย ได้รางวัลรองชนะเลิศมา (ผู้ชนะคือ Lee Mead ที่ตอนนี้เป็นพระเอกละคร Joseph and the Amazing Techicolor Coat ไปแล้ว) น้อง Ben แกเต้นดีอย่างโดดเด่นกว่าผู้เข้าประกวดคนอื่น แถมหน้าตารูปร่าง Perfect สมควรแล้วที่เข้าตากรรมการคว้าบท Link Larkin ไปครอง
น่าเสียดายที่รอบที่เราดู Michael Ball ผู้รับบท Edna ไม่ได้มาเล่น เลยต้องใช้ตัวแสดงแทนซึ่งก็เล่นดีอย่างไม่มีที่ติ บทนี้เล่นยากจริงๆ เพราะนักแสดงต้องทำให้คนดูเชื่อให้ได้ว่าเค้าเป็นผู้หญิงจริงๆ ไม่ใช่แค่มาตีทีท่ากรีดกรายจนดูเหมือนกระเทย หรือเป็นผู้ชายที่พยายามเล่นให้เหมือนผู้หญิง นักแสดงแทนเค้าเล่นได้ยอดเยี่ยมมาก แอบติที่เสียงแหบเครือไปหน่อย เลยฟังไม่ค่อยรู้เรื่องว่าแกร้องว่าอะไรมั่ง
ละครเรื่องนี้ดูจะเป็น Fantasy ของหญิงสาวหุ่นเกินมาตรฐานทั้งหลาย (อย่างเรา) ดูแล้วก็ให้เกิดกำลังใจว่าต่อให้เกิดมาไม่สวยตามสมัยนิยมแบบเอวบางร่างน้อย แต่เราก็มีสิทธิจะมีความสุขและหาความสุขให้กับชีวิตได้ด้วยพื้นฐานความคิดดีๆ ใจที่ดีๆ มุมมองที่สดใสอย่างที่สาวน้อย Tracy ได้
และคงเหมือนอย่างเนื้อเพลง You can't stop the beat เพลงสุดท้าย ที่ทำเอาแทบจะโดดขึ้นเต้นตามนักแสดงด้วยความหนุกหนานที่ว่า ต่อให้ใครหรืออะไรก็ไม่มีสิทธิมาหวงห้ามความสุขที่เราพึงมีพึงได้เพียงแค่เรารักตัวเองในแบบที่เราเป็นและมีความสุขกับสิ่งที่เรามี เพียงแค่นี้จะใครหรืออะไรก็ไร้ความหมาย
....You cant stop my happiness
Cause i like the way i am
And you just can't stop my knife and fork
When i see a christmas ham
so if you don't like the way i look
Well, i |ust don't give a damn!.....
เป็นละครไสตล์สีสันลูกกวาด ที่ดูแล้วอารมณ์ดีกลับบ้านอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงค่ะ
Reference: Hairspray the Musical Official Website, Wikipedia
รูปภาพ : Google.com
edit @ 15 Dec 2008 14:40:12 by Barai: Oh... I am Fortune's Fool
edit @ 15 Dec 2008 14:41:09 by Barai: Oh... I am Fortune's Fool