Theatregoer

 

หายหน้าไปมากกว่า 4 เดือน  เนื่องจากตอนนี้ชีพจรแห่งการโยกย้ายกำลังทำงานขนานใหญ่ บวกกับช่วงที่ผ่านมานี้เกิดหมดแรงเขียนบล็อกเอาดื้อๆ  ซะงั้น ไม่ได้กลับมาเปิดบล็อกตัวเองดูประมาณชาติเศษ  บางครั้งบางช่วงเวลาของชีวิตเมื่อเราย้อนกลับมามองดดูตัวเองอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านเลย  ก็อดจะรู้สึกไม่ได้ว่าเราช่างผลาญเวลาได้ว่างเปล่าอย่างไรประโยชน์โพธิผลใดๆ ได้อย่างน่าตกใจ....

 

 สองสามวันที่ผ่านมานี้ เกิดได้มีโอกาสกลับมานั่งอ่านบล็อกเก่าๆ ชองตัวเองดูอีกที อ่านไปอ่านมาเลยเกิดบิวด์ตัวเองขึ้นมาได้ ให้ลงมือเขียนอะไรที่ติดหนี้ค้างคาสัญญากับตัวเองมาแสนนานเรื่องเกี่ยวกับละครอีกหลายเรื่องที่มีโอกาสได้ดูมา และในช่วงเวลา slow pace ของชีวิต เราทำได้ก็แต่จดบันทึกเก็บไว้ในไดอารี่ส่วนตัวแต่ยังไม่มีโอกาสได้นำประสบการณ์มาแบ่งบันให้คนชาติพันธุ์บ้าดูละครคล้ายๆ กันกับเราได้ร่วมรับรู้...   

อย่าง Hairspray the Musical เรื่องนี้เราไปดูมาก็นับเวลาได้หลายเดือนมากอยู่  ในช่วงที่ละครกำลังสุดฮ็อตอยู่ในแวดวง West End และยิ่งหลังจากละครลงโรงได้ครบปีตั้งแต่เดือนตุลาปี 2007   ละครหน้าใหม่เรื่องนี้ก็ยิ่งทวีความฮ็อตอลังการไปกันใหญ่เมื่อได้รับการประกาศให้ได้รับรางวัล Best New Musical ประจำปี 2008 จากเวที Olivier Award ซึ่งก็คือรางวัลตุ๊กตาทองของแวดวงละครเวทีที่อังกฤษเค้า  แถมยังกวาดทั้งรางวัลนักแสดงนำชายและหญิงยอดเยี่ยมมาครองจากฝีมือของนักแสดงชายเจนเวทีอย่าง Michael Ball ผู้ซึ่งมารับบทที่อาจจะเรียกได้ว่าท้าทายที่สุดในชีวิตการแสดงของเค้า คือบทคุณแม่ตุ๊ต๊ะที่แสนจะขี้อายและขาดความมั่นใจในตัวเองอย่าง Edna Turnblad  และนักแสดงสาวหน้าใหม่ถอดด้ามที่เพิ่งจะเปิดตัวในฐานะนักแสดงมืออาชีพครั้งแรกอย่าง Leanne Jones ผู้คว้าบทนำอย่าง Tracy Turnblad สาวน้อยซุปเปอร์ไซส์ที่พกความมั่นใจ ความจริงใจ และความมุ่งมั่นมาทำให้ Hairspray กลายเป็นละครที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความสดใสน่ารัก  และด้วยคุณสมบัติดังกล่าว Leanne จึงคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประจำปีไปครองอย่างไร้ข้อกังขา

 

 โรงละคร Shaftesbury Theatre เป็นโรงละครขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งกลางกรุงลอนดอน และเนื่องด้วยอยู่ซะใจกลางเมืองแม้จะแอบซุกซอกอยู่ในซอกซอยก็ถือว่าหาได้ไม่ยาก ป้ายละครก็ช่างโดดเด่นสะดุดตาด้วยสีสันสดใสแนวการ์ตูน พร้อมภาพครึ่งใบหน้าของสาวน้อยหน้าใสผมสีท้องฟ้ากระจ่างทำตาโตอันเป็นโลโก้หลักของละครช่วยดึงดูดให้เราต้องเร่งฝีเท้าเพื่อใช้เวลาสำรวจโรงละครและแอบตรวจตราของที่ระลึกสิ่งละอันพันละน้อยที่อาจจะได้นำกลับบ้านก่อนเวลาละครจะเริ่ม

 

ละครเพลงเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน original version ฉายตั้งแต่ปี 1988 แม้ว่าหนังจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมายหากแต่ก็ไปเตะตานักสร้างละครเวทีของ Broadway เข้าอย่างจังจนถึงขั้นมีการขอลิขสิทธิ์เรื่องมาดัดแปลงทำให้เป็นละครเพลง และออกแสดงที่อเมริกาเป็นครั้งแรกในปี 2002 จนได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จมากมายจากหลายเวที รวมถึงรางวัล Tony Awards  ละครเพลงยอดเยี่ยมประจำปี 2003  เอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของละครเพลงเรื่องนี้คือการคัดเลือกนักแสดงชายมากฝีมือมารับบท Edna Turnblad คุณแม่ไซส์ซุปเปอร์XL ที่แสนจะขาดความมั่นใจในตัวเอง  การที่จะต้องคัดเลือกนักแสดงชายมารับบทคุณแม่ของละครเรื่องนี้ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึง Divine หรือ Harris Glenn Milstead นักแสดงเพศที่สามคนแรกที่รับบทนี้ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ปี 1988  Divine เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวไม่กี่อาทิตย์หลังจากที่หนังออกฉาย และยังทิ้งงานละครที่ยังถ่ายค้างคาไว้เบื้องหลังอีกหนึ่งเรื่อง  Fox ต้นสังกัดของ Divine ได้เขียนการ์ดแสดงความเสียใจในงานศพของเขาว่า "ถ้าคุณไม่ต้องการทำงานชิ้นนี้ขนานนั้น ก็แค่บอกเราตรงๆ ก็ได้...."  เอิ่ม.... ยังอุตส่าห์ขำได้อีก

และในปี 2007 ที่ผ่านมานี่เอง Hairspray ก็ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เพลงอีกครั้ง และครั้งนี้บทของ Edna Turnblad ก็ได้ตกเป็นของนักแสดงชื่อก้องอย่าง John Travolta ซึ่งสร้างความฮือฮาอย่างมากมายกับการแปลงโฉมขนานใหญ่ของนักแสดงฝีมือเชี่ยวผู้นี้

โครงเรื่องของ Hairspray เป็นเรื่องสมัยยุคซิกส์ตี้ ใน Baltimore สหรัฐอเมริกา เรื่องราวของสาวน้อยหุ่นอวบอั๋น Tracy Turnblad ซึ่งอาศัยอยู่กับคุณพ่ออารมณ์ดีผู้แสนจะเข้าอกเข้าใจลูกสาวและคุณแม่เจ้าเนื้อผู้แสนจะเก็บเนื้อเก็บตัว Tracy มีความฝันอยากจะเป็นสาวน้อยนักเต้นในรายการทีวียอดฮิตอย่าง Corny Colins Show เพียงเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับหนุ่มหล่อในฝันผู้เป็นที่หมายปองของสาวๆ อย่าง Link Larkin และแม้ว่าเส้นทางความรักของสาวน้อย Tracy จะมีอุปสรรคกีดกั้นจากสายตาของสังคมที่มองภาพสาวเฮฟวี่เวทอย่างเธอในเชิงลบและขบขัน และแม้จะถูกล้อเลียนหัวเราะเยาะจากสาวๆ หุ่นเพรียวบางมากเพียงใด รูปร่างของเธอก็ไม่เป็นอุปสรรคกีดกั้นความฝันและความมั่นใจในตัวเองของเธอได้  เมื่อ Tracy ได้พบ Link ตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรก เธอก็ยิ่งมั่นอกมั่นใจเข้าไปอีกว่านี่แล้วคู่แท้ของฉัน เสียงระฆังวิวาห์ดังหวานแว่วขึ้นในหัวของสาวน้อยทันที (I can hear the Bells)

เรื่องราวผูกปมซ้อนทับเข้าไปอีกด้วยเรื่องของความแตกต่างระหว่างสีผิว เมื่อ Tracy เข้าร่วมสนับสนุนกลุ่มคนผิวดำให้มีเนื้อที่ได้แสดงความสามารถในรายการทีวีของคนผิวขาว ความมุ่งมั่น ตั้งใจจริงของเธอจึงกลายเป็นเสน่ห์เกินห้ามใจทจนในที่สุดก็ผูกใจของหนุ่มฮ๊อตอย่าง Link ไว้ได้

ฉากเปิดตัวของละครทำเอาเราขนลุกเกรียวด้วยความตื้นตันและตื่นเต้น  เมื่อเสียงกลองดังขึ้นเป็นจังหวะเพลงแนวดิสโก้ ตึ้บ.....ตึ้บตึ้บ..........ตึ้บ.....ตึ้บตึ้บ ก็ส่งให้หัวใจคึกคักพองบาน อินโทรดนตรีขึ้นพร้อมไฟสาดจ้า คนดูเห็นเป็นภาพมุมสูงเหมือนสาวน้อย Tracy กำลังหลับสนิทนิทราอยู่บนเตียงนอนนุ่ม เธอตื่นพรวดขึ้นมาพร้อมเสียงเพลงกังวาลใส

" Oh Oh Oh woke up today feeling the way I always do..."

ถึงตรงนี้ น้อง Leanne ผู้รับบท Tracy ก็ได้ใจดิฉันไปเรียบร้อย ทำเอาดิฉันน้ำตารื้นขึ้นมาเชียว You Go Girl! ผู้หญิงอะไรน่าร้าก น่ารัก เป็นคนอ้วนที่สวยที่สุดคนนึงที่เคยเห็นมาเลยในชีวิต น่ารักกว่า Tracy เวอร์ชั่นไหนๆ ที่เห็นมาเชียว  อาจเป็นเพราะเธอเป็นผู้หญิงตายิ้มได้ละมั้ง  เรารู้สึกว่าผู้หญิงที่ตายิ้มได้แบบนี้มักมีเสน่ห์แบบสดใสให้น่าเข้าใกล้ และเท่าที่เคยเห็นผู้หญิงที่เราจัดเข้ากลุ่มผู้หญิงตายิ้มได้ก็มีอยู่ไม่กี่คน  อย่างถ้าเป็นคนไทยก็คุณป๊อก ปิยะธิดา หรือคุณลำไย ลูกนก สุภาพร นั่นเราก็ว่าเค้ายิ้มได้ดูชื่นใจดี  น้อง Leanna ก็เป็นอีกคนหนึ่งในนั้น

ตอนเราดูโฆษณาละครเรื่องนี้ทางทีวี  ก็อดทึ่งไม่ได้แล้วว่าน้อง Leanne แกจะเต้นได้สะบัดขนาดนั้น แต่ก็แอบคิดไปเองว่าคงเป็นเพราะเวลาออกกล้องคนเราจะดูอ้วนขึ้นอย่างน้อย 5 กิโลอย่างที่เค้าว่าๆ กัน พอมาเห็นน้อง Leanna ตัวจริงเสียงจริงบนเวทีก็ให้ผิดคาด  เพราะน้องก็กลมอาจจะยิ่งกว่าที่เห็นในทีวีซะอีก ตันตึ้บไปหมดทั้งตัว น่าหมั่นเขี้ยวอย่างแรง  เราว่าน้อง Leanna น่าจะเป็นคนอ้วนที่แข็งแรงที่สุดแล้วในโลก เพราะทั้งเรื่องเธอต้องทั้งร้องและทั้งเต้นอย่างต่อเนื่อง  แต่ก็ไม่เห็นวี่แววความเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย คงเพราะเล่นละครมาทุกวันจนอยู่ตัวแล้วก็ได้ ดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเธอจะเต้นได้พริ้วปลิวลมขนาดนั้น ขนาดไม่เป็นอุปสรรคเลยจริงๆ

แต่พอมาถึงบทเปิดตัวพระเอก Link ซึ่งควรจะออกมาอย่างเท่รับเสียงกรี๊ดสาวๆ แต่ก็แปลกที่รอบนี้พระเอกกลับไม่ได้รับเสียงกรี๊ดสนั่นอย่างที่หวัง น่าสงสาร คงจะแอบไปเสียเซลฟ์หลังเวทีแน่ๆ โดยส่วนตัวเราชอบพระเอก Link เวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่น้อง Zac Efron เล่นไว้มากกว่าหน่อยนึง อาจเพราะน้อง Zac แกตาสวยมากกกกกกกดูดีมีเสน่ห์ได้ใจป้าสุดๆ   Link เวอร์ชั่น West End ได้พระเอกดาวรุ่งอย่าง Ben James Ellis ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีที่อังกฤษเพราะน้องเคยประกวดรายการเรียลลิตี้หาพระเอกละคร Musical เมื่อปีกลาย ได้รางวัลรองชนะเลิศมา (ผู้ชนะคือ Lee Mead ที่ตอนนี้เป็นพระเอกละคร Joseph and the Amazing Techicolor Coat ไปแล้ว) น้อง Ben แกเต้นดีอย่างโดดเด่นกว่าผู้เข้าประกวดคนอื่น แถมหน้าตารูปร่าง Perfect สมควรแล้วที่เข้าตากรรมการคว้าบท Link Larkin ไปครอง

น่าเสียดายที่รอบที่เราดู Michael Ball ผู้รับบท Edna ไม่ได้มาเล่น เลยต้องใช้ตัวแสดงแทนซึ่งก็เล่นดีอย่างไม่มีที่ติ  บทนี้เล่นยากจริงๆ  เพราะนักแสดงต้องทำให้คนดูเชื่อให้ได้ว่าเค้าเป็นผู้หญิงจริงๆ ไม่ใช่แค่มาตีทีท่ากรีดกรายจนดูเหมือนกระเทย หรือเป็นผู้ชายที่พยายามเล่นให้เหมือนผู้หญิง นักแสดงแทนเค้าเล่นได้ยอดเยี่ยมมาก  แอบติที่เสียงแหบเครือไปหน่อย  เลยฟังไม่ค่อยรู้เรื่องว่าแกร้องว่าอะไรมั่ง

ละครเรื่องนี้ดูจะเป็น Fantasy ของหญิงสาวหุ่นเกินมาตรฐานทั้งหลาย (อย่างเรา) ดูแล้วก็ให้เกิดกำลังใจว่าต่อให้เกิดมาไม่สวยตามสมัยนิยมแบบเอวบางร่างน้อย แต่เราก็มีสิทธิจะมีความสุขและหาความสุขให้กับชีวิตได้ด้วยพื้นฐานความคิดดีๆ ใจที่ดีๆ มุมมองที่สดใสอย่างที่สาวน้อย Tracy ได้ 

และคงเหมือนอย่างเนื้อเพลง You can't stop the beat เพลงสุดท้าย ที่ทำเอาแทบจะโดดขึ้นเต้นตามนักแสดงด้วยความหนุกหนานที่ว่า  ต่อให้ใครหรืออะไรก็ไม่มีสิทธิมาหวงห้ามความสุขที่เราพึงมีพึงได้เพียงแค่เรารักตัวเองในแบบที่เราเป็นและมีความสุขกับสิ่งที่เรามี เพียงแค่นี้จะใครหรืออะไรก็ไร้ความหมาย

....You cant stop my happiness
Cause i like the way i am
And you just can't stop my knife and fork
When i see a christmas ham
so if you don't like the way i look
Well, i |ust don't give a damn!.....

เป็นละครไสตล์สีสันลูกกวาด ที่ดูแล้วอารมณ์ดีกลับบ้านอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงค่ะ

Reference: Hairspray the Musical Official Website, Wikipedia

รูปภาพ : Google.com

edit @ 15 Dec 2008 14:40:12 by Barai: Oh... I am Fortune's Fool

edit @ 15 Dec 2008 14:41:09 by Barai: Oh... I am Fortune's Fool

 

และแล้ววันนี้ก็มาถึง...

ขอกระโดดข้ามติดหนี้ละครอีกสามเรื่องที่ไปดูมาก่อนหน้านี้ทั้งเรื่อง The Merchant of Venice ฉบับ RSC, Hairspray, และก็ Mary Poppins ไว้ก่อนนะ ไว้มีเวลาบวกอารมณ์บานเบิกจะค่อยๆ มาละเลียดให้ฟัง วันนี้ขอเมาท์เรื่องนี้ก่อน ละครในฝันที่รอร๊อรอ...รอมานานเกือบ 5 ปีได้แล้วมั้งตั้งแต่เห็นป้ายโฆษณาครั้งแรกกลาง Time Square เมื่อเกือบห้าปีที่แล้ว ก็ให้นึกสงสัยว่ามันละครเกี่ยวกับอะไรกันน้อ... มีสวยน้อยปากแดงยิ้มกว้างในชุดเจ้าสาว สีหน้าระรื่นชื่นบานของเธอเชิญชวนให้นึกอยากดูละครขึ้นมาติดหมัด ก็แค่ป้ายโฆษณายังให้ความรู้สึกไลฟ์ลี่ขนาดนี้ตัวละครจะขนาดไหน แต่ช่วงนั้นละครเรื่องนี้บูมสุดๆ ที่ Broadway จนหาซื้อตั๋วไม่ได้เลย ที่เราทำได้ก็คือแค่ซื้อซีดีมาฟังไปพลางๆก่อน  และจากซีดีแผ่นนั้นเป็นต้นมาก็ให้เราหลงรัก Mamma Mia อย่างถอนตัวไม่ขึ้น เอาเป็นว่าห้าปีผ่านไปละครยังไม่ได้ดู  แต่ร้องเพลงได้หมดแล้วทั้งอัลบั้มนั่นล่ะ!

Mamma Mia! เป็นคำอุทานภาษาอิตาเลียนแปลตรงๆ ตัวเลยว่า My Mother มักใช้เป็นคำอุทานแสดงอาการสะท้อนสะท้านในอารมณ์ได้หลายๆ สถานการณ์ทั้งประหลาดใจ ตกประหม่า ตื่นเต้น คล้ายๆ Oh My Gosh ที่รู้จักกันดี ชื่อละครเอามาจากชื่เพลงฮิตของวงสตริงชื่อดังทางยุโรป ABBA ด้วยละครเพลงเรื่องนี้เป็นละครที่รวบรวมเอาเพลงสุดฮิตของวง ABBA ที่ฮิตระเบิดระเบ้อสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังละอ่อนช่วงปี 1972-80 นู้นแน่ะ มาร้อยเรียงให้เข้ากับเนื้อเรื่องละครที่แต่งขึ้นมาใหม่ โดยเปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 1999 ที่ West End ลอนดอนจนมาตอนนี้ก็ยังคงลงโรงอยู่ มีคอละครที่เป็นแฟนเพลง ABBA อย่างเหนียวแน่นทะยอยแวะเวียนเข้ามาชมไม่ขาดสาย  ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ได้สามปีเข้านี่แล้ว Mamma Mia เป็นละครเรื่องเดียวที่เรารู้สึกว่าหาซื้อตั๋วได้ยากที่สุด  เพราะไม่เคยมีตั๋วครึ่งราคาเปิดขายที่บูทขายตั๋วครึ่งราคาไหนๆ เลย นอกจากจะต้องไปต่อคิวซื้อเอาที่โรงละครของเค้าเองคือที่ Prince of Wales Theatre ที่ใจกลาง Leceister Square ย่านชุมชนลมหายใจของละคร West End เค้าล่ะ

เราอุตส่าห์อดทนเฝ้ารอแล้วรอเล่า เผื่อจะมีวันไหนโชคดีสามารถซื้อตั๋วครึ่งราคาตามอีเบย์ได้มั่ง แต่แล้วก็รอเปล่า จนในที่สุดอดรนทนไม่ไหวแล้วเลยตัดสินใจพุ่งตรงเข้าลอนดอนโดยมีภารกิจเดียวให้พิชิตคือต้องดู Mamma Mia ให้ได้เป็นไงเป็นกัน  เราไปรอซื้อตั๋วตั้งแต่ 10 โมงเช้าตอนโรงละครเปิด แต่กระนั้นก็ยังได้ยืนต่อแถวเกือบรั้งท้าย เพราะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวหนาตาที่มายืนรออยู่ก่อนแล้วเช้ากว่าเราซะอีก  ตั๋วไม่มีการลดราคาเลยค่ะคุณงานนี้  ซื้อตั๋วเต็มราคาสุดๆ แพงหูตูบ  แต่เราก็ยอมแล้วเพราะไม่มีจุดหมายอื่นที่จะทำนอกจากการนี้โดยเฉพาะ  ได้ตั๋วมาอยู่ในมือจนได้ โอ๊ย  อยากจะกรี๊ด....

.....

7.00 น.

มาถึงโรงละครแล้ว คนหนาแน่นสุดๆ ข้างในโรงละครหรูสุดๆ ใหม่สุดๆ ทันสมัยสุดๆ แถมเป็นโรงละครที่มีอะไรแปลกตาแปลกใจให้ได้เซอร์ไพรส์ตั้งแต่เข้ามา  เริ่มแรกเลยคือมีด่านตรวจกระเป๋ายังกับในสนามบินแน่ะ  ตอนฉีกตั๋วตรงทางเข้าให้บรรยากาศผ่านเข้าออกด่านตรวจคนเข้าเมืองมากๆ ที่แปลกอีกอย่างคือโรงละครโรงนี้จ้างสต๊าฟหน้าตาแนวเอเชียบ้านเรา ออกแนวฮาวายๆ หน่อยๆ เยอะกว่าที่ไหนๆ แหม...คิดเล่นๆ ว่าเราลองมาสมัครเป็นเด็กเดินตั๋วที่นี่อาจมีสิทธิ์ได้งานง่ายกว่าที่อื่นๆ นะนี่ คงเพราะอยากได้บรรยากาศเป็นชาวเกาะเหมือนในเนื้อเรื่องหรือไงก็ไม่ทราบได้...... และที่สำคัญที่สุดในชีวิตการดูละครของเรา.... นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้นั่ง Box !!!  ที่นั่งชั้นบ๊อกซ์ก็คือที่นั่งชั้นสองส่วนที่เป็นระเบียงริมเวทีด้านซ้ายด้านขวาที่งอกออกมานั่นล่ะ เป็นส่วนพิเศษเพราะมีเนื้อที่ให้นั่งได้จำกัดแค่ประมาณ 3-4 ที่นั่งต่อบ๊อกซ์เท่านั้น แถมใกล้เวทีสุดๆ พอๆกะนั่งแถวที่หนึ่งแถวที่สองข้างหน้าเชียว  อยากจะกรี๊ดดดด.... เพราะเบาะช่างกว้างหนานุ่มดีกว่าที่นั่งปกติ 2 เท่า  ปกติชั้นนี้จะราคาแพงหูฉี่เลยนะ แต่น่าประหลาดที่โรงละครโรงนี้ขายที่นั้งบ๊อกซ์ถูกอย่างไม่น่าเชื่อด้วยข้อจำกัดที่ว่าเป็นที่นั่ง Restricted View เพราะอาจจะทำให้เรามองไม่เห็นบางส่วนของเวทีละครได้ สำหรับเราแล้วที่นี่แหละ Perfect สุดๆ เพราะใกล้เวทีขนาดนั้น แถมยังสูงพอให้มีมุมได้แอบดูหลังเวทีและหลังฉากละครช่วงเค้าเปลี่ยนฉากอีกด้วย ได้ความรู้สึกคล้ายๆ พวกถ้ำมองหน่อยๆ แต่สนุกสุดๆเลยแหละ

โรงละครเพิ่งทำใหม่รึไงไม่รู้แต่ที่นั่งใหม่มากๆ เลย ที่แปลกใจอีกนิดคือโรงละครออกจะมีขนาดเล็กไปซักหน่อยเพราะมีแค่ชั้น Stalls กับ Circle แค่สองชั้นเท่านั้น ไม่มี Grand circle หรือชั้นที่สามเหมือนที่อื่นๆ มิน่าล่ะ ตั๋วขายหมดตลอดคงเพราะปกติที่นั่งก็น้อยอยู่แล้วด้วย คงรับคนดูแต่ละรอบได้ไม่เยอะเท่าโรงอื่นๆ คนดูส่วนใหญ่เป็นต่างชาติทั้งนั้นเลยอ่ะ สงสัยจะมาจากยุโรป คงเป็นแฟนเพลง ABBA ขนานแท้ (วง ABBA เป็นสวีดิชค่ะ) ได้ยินพูดภาษาอะไรกัยก็ไม่รู้โฉงเฉงทั้งโรง ....

โอ๊ะ.... ละครเริ่มแล้ว ขอเงียบเสียงชั่วคราว....

...............

(ช่วงพักครึ่ง)

โหย....ละครสนุกชะมัดเตี่ยเลยอ่ะ  แต่สั้นไปหน่อยนะ ใช้เวลาครึ่งแรกไปแค่หนึ่งชั่วโมงกะสิบนาทีเอง สนุกทุกฉากเลย  เปิดฉากมาด้วยตัวนางเอก Sophie สาวน้อยวัยยี่สิบที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานบนเกาะในกรีกที่เธอกับแม่ของเธอเป็นเจ้าของโรงแรมเล็กๆ อยู่ด้วยกัน  เธอส่งจดหมายเชิญผู้ชายแปลกหน้าสามคนมาในงานแต่ง ด้วยความที่ค้นเจอความลับในไดอารี่ของ Donna คุณแม่ยังสาวของเธอว่าหนึ่งในชายสามคนนี้ที่แม่ของเธอเคยมีความสัมพันธ์ด้วยในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกัน แปลว่าอาจมีใครคนใดคนหนึ่งในสามคนนั้นเป็นพ่อที่แท้จริงของเธอ สาวน้อย Sophie มั่นใจว่าทันทีที่เธอได้เจอทั้งชายสามคนนั้นเธอจะรู้ด้วยสัณชาตญาณทันทีว่าใครคือพ่อที่แท้จริงของเธอ

เรื่องราวตัดปุ๊ปมาถึงหนึ่งวันก่อนงานแต่งของ Sophie เมื่อชาย(เคย)หนุ่มทั้งสามผู้เข้าชิงตำแหน่งคุณพ่อของเธอมาถึงเกาะพร้อมกันทั้งสามคน และได้มาเจอกับ Donna อีกครั้ง ความวุ่นวายพร้อมความอิหลักอิเหลื่อก็เกิดขึ้น พร้อมๆ กับความฮากระจายจากแกงค์เพื่อน(เคย)สาวของ Donna อีกสองคน นักแสดงหญิงรุ่นแม่ทั้งสามคนเก่งมาก เจ๋งสุดๆ  โดยเฉพาะตัวเพื่อนทั้งสองคนคนนึงออกแนวทอมบอยห้าวลุยโก๊ะ ส่วนอีกคนอารมณ์ประมาณคุณป้าบ้าศัลยกรรม Character แต่ละคนชัดเจนโดดเด่น ขำกระจาย เล่นดีมากๆ

 

ตัว Donna แม้ว่ารอบนี้จะเป็น Understudy แต่ก็เสียงดีมากหวานใสกิ๊งและก็เล่นได้ดีมาก  ตัว Sophie นางเอกก็สดใสน่ารักเวลายิ้มทีโลกสดใสขึ้นมาเลย  แต่ที่ด้อยกว่าใครๆ ไปหน่อยคือตัวพระเอกว่าที่เจ้าบ่าวของ Sophie ที่นอกจากจะหล่อน้อยไปนิด (อันนี้เทียบเอากับตัวหนุ่มๆ หมู่มวลที่แต่ละคนหล่อล่ำล้ำหน้าพระเอกกันทั้งนั้น) แถมบทน้อยไปหน่อย เลยกลืนหายไปกับกลุ่มตัวประกอบอย่างน่าสงสาร

ดูละครเรื่องนี้ร้องตามได้ทุกเพลงเลยยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ ตัวคุณพ่อทั้งสามตัวนี่สร้างมาให้รู้กันชัดๆ เลยว่าใครจะได้เป็นพระเอกคู่กะ Donna แบบไม่ต้องให้ลุ้นให้งงกันเลยเชียว คนนึงออกแนว Autralian หนุ่มใหญ่ลุยถึกซึ่งดูก็รู้ว่าเถื่อนเกินกว่าจะเป็นพระเอก ในขณะที่คุณพ่ออีกคนก็ Geek มากไปดูเหยาะแหยะไปนิด  ส่วนคนตรงกลางดูเท่ห์ๆ แนวๆ และน้ำเสียงก็บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นพระเอกแน่ๆ คอยดูกันไปสิ ถ้าเดาพลาดงานนี้สัญญาว่าจะกระโดดถีบตัวเองฐานโดนละครฝรั่งหลอก

......

(องค์สอง)

ว่าด้วย Mamma Mia องค์สอง ครึ่งหลังของเรื่องนี่ดูจะเอื่อยเฉื่อยไปนิด เรื่องมันดูจะเลยจุดพีคไปแล้วและก็เหลือแต่เพลงช้าๆ ด้วยส่วนใหญ่เลยแอบรู้สึกค่อนข้างเบื่อๆ บทเพิ่มสีสันของเรื่องอย่างเพื่อนสาวของ Donna ก็ลดบทบาทลงไปเยอะ ความเฮฮาสดใสเลยหมองลงไปหน่อย บทหลักส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ Donna กับ Sam พระเอกรุ่นใหญ่ที่เข้าคู่กัน (ไหมอ่ะ เดาผิดซะที่ไหน)

Donna คนนี้เสียงเพราะน่าฟังกว่าตัว Sophie นางเอกซะอีก เสียงแบบนี้ฟังได้ไม่เบื่อดี แต่เซอร์ไพรส์ที่เสียงพระเอก Sam ไม่โจ๊ะจับใจเท่าที่คิด ขอแอบบ่นบทพระเอกรุ่นเด็กอีกรอบ ตัวพระเอก Sky คนนี้ไม่รู้เค้าแคสกันมายังไง เราไม่รู้สึกว่าเค้ามีเสน่ห์บนเวทีอะไรเลยและเสียงร้องก็ไม่ได้ดีไปกว่าหมู่มวลคนอื่นๆ แถมจะว่าหน้าตารูปลักษณ์ก็ใช่ว่าจะหล่อโดดเด่นเท่าไหร่อีก  เลยแอบงงๆ เล็กน้อย

เราค่อนข้าชอบฉากเรื่องนี้มันง่ายๆ ดี เวลาเปลี่ยนฉากส่วนใหญ่ก็ใช้ตัวหมู่มวลนั่นแหละช่วยกันเปลี่ยน ช่วยกันย้าย และมี stage ชุดดำแอบอยู่อีกสองสามคนหลังฉากอีกนิดหน่อยไว้คอยช่วยดันช่วยดึง (ไหมล่ะ  นั่งบ็อกซ์มันดียังงี้เอง ได้เห็นในสิ่งที่คนดูคนอื่นไม่มีสิทธ์ได้เห็น) ฉากไม่ยุ่งยากอะไรมาก และก้ไมรกเลอะเทอะดีด้วย

หมู่มวลเต้นเก่งดี ดูแล้วอยากจะขยับตาม คงเพราะเพลงมันส่งด้วยแหละเลยดูเค้าเต้นซะเพลิน

.....

อิ่มอกอิ่มใจสุดๆ เล้ยเราคืนนี้..... ทำเอาเดินออกมาจากโรงละครพร้อมเสียงอุทาน Mamma Mia.... ในใจเบาๆ  ได้ใจสุดๆเลยงานนี้

Credit รูปภาพ จาก Google.com

edit @ 20 Aug 2008 06:01:48 by Barai: Oh... I am Fortune's Fool

29/06/08

เมื่อวานก่อนเข้าลอนดอนเหมือนเคย  วันนี้วางแผนจะทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวกะเค้าซะบ้างเพราะรู้ตัว่าจะเหลือเวลาอยู่ที่นี่อีกแค่สามเดือนก่อนจะกลับบ้าน  เลยเป็นช่วงเก็บตก เร่งเที่ยวไปในที่ที่ค้างแปะไว้แล้วยังไม่ได้ไป

อย่างวันนี้ก็เลยเลือกเข้า Westminster Abbey ซะหน่อย  ค้างไว้ตั้งแต่ปีแรกจนเข้าปีที่ 3 ก็เพิ่งจะได้เข้าไปดูครั้งแรก  ที่นี่เรียกว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์โบราณคู่บ้านคู่เมืองเค้าเลย ถ้าเทียบกับเมืองไทยคงอารมณ์ประมาณวัดพระแก้วบ้านเรา ข้างในนี่ก็อัดแน่นเป็นด้วยประวัติศาสตร์แห่งชาติอังกฤษ ด้วยเป็นที่ฝังพระศพและศพของบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งหลายในหน้าประวัติศาสตร์ เราเดินในโบสถ์แล้วออกจะรู้สึกแปลกๆ แหยงๆ เท้านิดๆ ตามประสาคนไทย ก็เพราะแผ่นหินปูพื้นทั้งหลายที่เหยียบย่างไปแต่ละก้าวนั่นมันหลุมฝังศพคนดังๆ ทั้งนั้นเลย อยากจะเดินเลี่ยงไม่ข้ามหลุมศพเค้าก็จนใจ เพราะหลบหลุมนี้ก็ไปเจออีกหลุมนึงเข้าจนได้  ซ้ายขวาหน้าหลังก็หลุมศพทั้งนั้น  นักท่องเที่ยวนี่ก็เบียดเสียดยัดเยียดแออัดซะจนเราอดนึกสงสารคนที่นอนอยู่ใต้ผืนแผ่นหินทั้งหลายนั้นไม่ได้  คงไม่ได้เป็นอันหลับอย่างเป็นสุขกันเลยก็เล่นมีคนเดินกระแทกเท้าอยู่เหนือหัวกันให้ครึกครื้นทั้งวันแบบนี้

ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าวิญญาณของบุคคลเหล่านั้นยังคงวงเวียนอยู่แถวที่ตัวเองถูกฝังอยู่นั่น โบสถ์ Westminster นี่น่าจะเป็นแหล่งรวบรวมเซเลปที่คึกคักที่สุดในแห่งหนึ่งในโลก  ก็ทั้ง  King  Queen ที่มีชื่อเสียงก้องโลกอย่าง Queen Mary  Queen Elizabeth I ไปจนคนธรรมดาที่สร้างชื่อจากความสามารถของตัวเองอย่างกวีชื่อก้องทั้งหลายไล่มาตั้งแต่ยุคก่อนกลางอย่าง Chaucer ไล่มาถึง Ben Jonson  Rudyard Kipling Charles Dickens  Jane Austen  มาจนศิลปินแห่งชาติยุคหลังๆ ร่วมสมัยอย่าง Lawrence Olivier ก็ได้มานอนเรียงรายอยู่ข้างๆ กัน  หรืออย่างนักวิทยาศาสตร์ดังๆ ที่เรารู้จักชื่อจากตำราเรียนสมัยเด็กๆ อย่าง Charles Darwin หรืออย่างคนที่ค้นพบ Law of Gravtiy ด้วยผลแอปเปิ้ลอย่าง Sir Issac Newton ก็นอนหลับอยู่ที่นี่  รวบรวมเซเลปมากมายขนาดนี้ที่นี่เลยคงครึกครื้นกันพิลึกพิลั่น  ที่นาสนใจและเป็นห้องยอดฮิตคือห้องฝังพระศพของ Queen Mary และ Queen Elizabeth พระราชินีพี่น้องร่วมพระราชบิดา KIng Henry VIII ซึ่งในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ทั้งสองพระองค์มีความเชื่อทางศาสนาที่ต่างกันสุดขั้ว Queen Mary ทรงเป็นโรมันคาทอลิกที่เคร่งครัดยิ่งในขณะที่ Queen Elizabeth ก็สนับสนุนฝ่ายโปรเตสแตนท์ หากเมื่อถึงวันแห่งการหลับใหลชั่วกาลนานทั้งสองพระองค์ยังต้องกลับมานอนร่วมหลุมพระศพเดียวกันจนได้ โดยพระศพของ Queen Elizabeth ถูกฝังอยู่เหนือพระศพของ Queen Mary ผู้เป็นพระเชษฐภคินี 

อาจจะเป็นเพราะนักท่องเที่ยวเยอะเกินไป ความน่าตื่นตาตื่นใจเลยหดหายไปกับการที่ต้องคอยเบียดเสียดคลื่นมนุษย์ที่ถาโถมเข้าไปขอเก็บกลิ่นอายประวัติศาสตร์  เราชอบอย่างหนึ่งคือบริการ Audio Guide ของที่นี่  ปกติตามสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ ของที่นี่เค้าจะมี Audio Guide ไว้บริการนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว รูปร่างก็ประมาณคล้ายๆ มือถือใหญ่ๆ มีเบอร์ต่างๆ ให้คอยกดฟังไปเรื่อยๆ Audio Guide ที่นี่เก๋กว่าที่อื่นนิดหน่อยตรงที่นอกจากจะเป็น Audio แล้วยังมีไฟล์วีดีโอให้ดูด้วยในบางส่วนของโบสถ์ที่บอบบางจนเค้าไม่อนุญาตให้คนเข้าไปดู  ถ้าเทียบความสวยงามทางสถาปัตยกรรมแล้ว นอกจากเพดานสูงฉลุฉลักในส่วนที่เรียกว่า Lady Chapel แล้วเราก็ยังไม่เห็นว่าโบสถ์ที่นี่จะสวยสู้โบสถ์ที่ York และที่ Cambridge ได้ หรือแม้แต่โบสถ์ที่พระราชวัง Windsor ที่ฝังพระศพของ King Henry VIII ก็ยังสวยกว่า 

 

 อย่างไรก็ตามที่นี่ก็ยังมีอะไรกระจุกกระจิกน่าทึ่งมากๆ ให้ดูเยอะแยะ อย่างพระเก้าอี้ที่กษัตริย์อังกฤษทุกพระองค์ใช้ในงาน Coronation ซึ่งเก่ามากกกกกกกกกกก ตั้งแต่ยุคปี 1200 แน่ะ  เก่าเป็นพันปีแล้วเค้าก็ยังคงใช้เก้าอี้ตัวเดิมมาจนรัชกาลปัจจุบัน  มันน่าขนลุกมากเลยนะนั่นเมื่อนึกไปถึงว่าพระเก้าอี้ตัวนี้เป็นตัวเดียวกันกับที่ครั้งหนึ่ง King ดังๆ Queen ดังๆ เคยประทับวันขึ้นครองราชย์กันมาแล้ว อย่าง King Henry VIII, Queen Elizabeth, Queen Bloody Mary.... และยังมั่นคงแข็งแรงพอจนมาถึงรัชกาลปัจจุบัน.... สุดยอดเลย  และเก้าอี้ตัวนี้เองที่เป็นที่วางหินศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า The Stone of Scone ที่เค้าจะวางไว้ใต้ฐานราชบัลลังค์  หินก้อนนี้ตอนนี้วางอยู่ที่ปราสาท Edinbourough ที่เราก็ได้เข้าไปดูมาเมื่อปีก่อน  ของเค้าเคยวางคู่กัน ตอนนี้ต้องแยกจากกันชั่วคราว  รอไปจนกว่าจะมีการสถาปนารัชกาลใหม่ เค้าถึงจะไปอัญเชิญหินศักดิ์สิทธิ์นี่กลับมาใต้ฐานเก้าอี้ใหม่

ส่วนห้องกระจุกระจิกและของกระจุกกระจิกอืนๆ ที่น่าดู ก็น่าจะเป็นประตูไม้ที่เก่าที่สุดในอังกฤษที่อยู่ตรงทางออก Chapter House แต่ถ้าเค้าไม่ติดป้ายบอกไว้ก็คงจะไม่รู้หรอกว่าเก่าขนาดนั้น  หรือห้องเก็บสมบัติที่เค้าเรียกว่า Pyx Chamber ที่ต้องใช้ประตูไม้หนาหนักถึงสองชั้นไว้กันขโมย แต่ที่ๆ เราชอบที่สุดน่าจะเป็นระเบียงเชื่อมทางเดินระหว่างตัวโบสถ์กับ Chapter House ที่เรียกว่า Cloister ไม่ใช่อะไรหรอก ที่มันโล่งปลอดนักท่องเที่ยวที่เบียดเสียดข้างในออกมาหน่อย หายใจสะดวกดีกว่าอยู่ข้างในเฉยๆ น่ะ และมุมก็สวยสงบดีน่านั่งถ่ายรูป

สรุปก็สวยคุ้มดี... ถ้านักท่องเที่ยวไม่เยอะขนาดนี้ก็คงจะดีหรอก

......

ช่วงบ่าย อากาศกำลังสบาย เราเดินเลาะริมแม่น้ำเทมส์ผ่านถนนเส้นที่ไม่ค่อยได้ผ่าน  ลัดเลาะเข้าตรอกซอกซอยเล็กๆ  เราชอบเดินถนนเส้นที่ไม่เคยเดินมากกว่าจะเลือกเดินตามเส้นทางที่คุ้นเคย อาจจะหลงทางบ้างบางครั้ง แต่เราว่ามันก็สนุกดีเพราะมันเป็นโอกาสเดียวที่จะได้เห็นอะไรแปลกๆ ตาที่มักจะมองเลยผ่านไปตามเส้นทางที่ชินตา วันนี้เลยเพิ่งรู้ว่าแถวๆ นี้มีสวนสาธารณะสวยๆ แอบซุกซ่อนอยู่ใจกลางเมืองอีกตั้งหลายที่

ช่วงบ่ายเราซื้อตั๋วละครดูละครอีกเช่นเคย วันนี้เลือกดู Dirty Dancing the Musical หลังจากที่ก็เกือบๆ จะซื้อตั๋วอยู่หลายรอบ  ครั้งนี้เราตั้งใจที่จะไม่หาข้อมูลอะไรก่อนดูละครเรื่องนี้  นับว่าน้อยครั้งมากเลยที่เราจะไปดูละครโดยไม่มีความรู้พื้นฐานมาก่อนด้วยเกรงว่าจะเก็บรายละเอียดของเรื่องได้ไม่หมด แต่คราวนี้เราตั้งใจจะไม่รับสารอะไรเลย  ไม่เคยดูเวอร์ชั่นภาพยนตร์  ไม่เคยฟังเพลง  ไม่รู้เนื้อเรื่อง  แค่พอจะรู้อยู่ว่าเรื่องนี้คงเน้นที่การเต้นซะมากกว่าการร้อง  นอกจากนั้นถือว่า background ความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์  จะได้ดูให้รู้กันไปว่าเรื่องนี้มันจะสนุกดึงดูดผู้ชมได้ขนาดไหน เพราะตอนเป็นหนังเห็นดังซะขนาดนั้น

ตัวเนื้อละครถึงไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนแต่ก็สามารถตามเรื่องได้ไม่ยาก  เรื่องราวความรักของสาวน้อยคุณหนูลูกคนรวยกับครูสอนเต้นสดหล่อหากฐานะต้อยต่ำที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาพักร้อน ณ บ้านพักตากอากาศสุดหรู แม้ว่าพล็อตเรื่องจะตามได้ง่ายแต่เรากลับรู้สึกว่าการนำเสนอและการร้อยเรียงเรื่องมันช่างเอื่อยเฉื่อย น่าเบื่อสุดๆ  คล้ายๆกับว่าแต่ละฉากที่เค้าเอามานำเสนอเป็นเหมือนละครสั้นๆ สามประโยคจบที่ตัดๆๆๆ เอาต่อๆๆๆกันไปให้ได้เป็นเรื่อง แต่ในระหว่างรอยต่อของแต่ละฉากกลับดูไม่ค่อยลื่นไหลและเงียบงันยังไงพิลึก  ดูจนจบเรื่องจะมีฉากที่ได้ปฏิกริยาตอบรับจากคนดูป็นเสียงฮือฮาบ้างก็แค่ฉากเปิดตัวพระเอก  ฉากพระเอกถอดเสื้อ  ฉากพระเอกถอดกางเกง  ฉากพระเอกเลิฟซีน  ฉากพระเอกเต้นโชว์กล้าม และก็ฉากจบที่พระเอกกลับมาหานางเอกพร้อมกับบทพูดอมตะที่ว่า

"You Can't put Baby in the Corner...." (อีตอนที่ดูอยู่ฟังไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ด้วยว่าทำไมคนดูต้องกรี๊ดกันลั่นขนาดนั้น... เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันเป็นวรรคทองจากในหนังนั่นเอง )

นอกเหนือจากฉากที่กล่าวมา  คนดูทั้งสามชั้น นั่งกันเงียบกริบเป็นเป่าสาก....

แต่ถึงแม้ว่าการนำเสนอจะไม่ค่อนลื่นไหล  แต่ฉากและเทคนิคการเปลี่ยนฉากของเรื่องนี้เว่อร์อลังการซะยิ่งกว่าฉากเรื่อง Billy Elliot ที่เราแอบบ่นไว้นานแล้วในบล็อคเก่าๆ  เทคนิคมันเยอะจัดซะจนงงไปหมด ทั้งฉายภาพเคลื่อนไหวด้านหลัง ยกฉากขึ้นลง เปลี่ยนพื้นซ้ายขวาหน้าหลังเยอะแยะไปหมด  ฉากเยอะสุดๆ แล้วมั้งตั้งแต่ดูมา  แต่มันก็คงเป็นเพราะความจำเป็นของเรื่องล่ะที่ต้องรักษาฉากประทับใจในหนังไว้ให้ครบถ้วน เราเลยรู้สึกว่ามันรกไปหมด ไหนจะมีฉากขับรถ  ฉากสนามกอล์ฟ ห้องอาหาร  เวทีประกวดเต้น สะพาน  ลำธาร ป่าหญ้า อะไรต่อมิอะไรก็ขนกันมาไว้หมด

ที่ตลกดีก็คือทั้งที่ก็เป็นละครที่เค้าก็เรียกว่า Musical แต่ตัวพระเอกกะนางเอกไม่ได้ร้องเพลงเลยซักกะแอะเดียว  มีหน้าที่มาเต้นๆๆๆ อย่างเดียว  คนที่เล่นเป็นพระเอกอยู่นี้ชื่อว่า Josef Brown หล่อเข้มๆ แบบละตินๆ หน่อย เซ็กซี่มากๆ แถมคุณพี่เป็นนักเต้นมืออาชีพจึงหุ่นดีฟิตแอนด์เฟิร์มโครตๆ ฉากเลิฟซีนถอดเสื้อพี่แกเลยโดนคนดูสาวๆ ทั้งโรงละครรุมข่มขืนทางสายตาซะ ส่วนนางเอกเรื่องี้ก็ตัวเล็กๆ ผอมบางจัดแต่ก็ฟิตแอนด์เฟิร์มมากๆ เหมือนกัน  ที่ต้องตัวเล็กๆ คงเพราะมีฉากไฮไลท์ที่พระเอกต้องเต้นท่ายกตัวนางเอกขึ้นทั้งตัว ขืนนางเอกอ้วนกว่านี้พระเอกคงได้แขนเดาะกันบ้าง  แต่จะว่าไปนางเอกเรื่องนี้ช่างน่าสงสารเพราะโดนความหล่อของพระเอกกลบหมดเลย แถมโดยตัวบทนางเอกก็จะเป็นสาวน้อยเปิ่นๆ เอ๋อๆ ไม่ได้สวยพริ้งมากด้วย เลยเป็นนางเอกที่คนไม่ค่อยสนใจ แถมเค้าเล่นละครได้ไม่ค่อยมีเสน่ห์เท่าไหร่ในความรู้สึกเรา ทำไมไม่รู้ ดูแล้วก็ลืมๆ

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกละมั้งที่ดูละครเพลงแล้วแอบมีเบื่อ... คงเพราะการเปลี่ยนฉากที่ดูลกๆ ลนๆ แถมนักแสดงก็เล่นๆ เหมือนให้จบฉากๆ ไปยังไงไม่รู้  ดูยังไงก็เลยไม่อิน หาฉากที่จะมีอารมณ์ร่วมไปด้วยหรือฉากกระแทกหัวใจเกือบไม่มีเลย  นี่ถ้าไม่ได้เทคนิคแสงสีและดนตรีช่วยบิวด์หน่อยอาจจะยิ่งเฉื่อยมากกว่านี้.... แต่ถ้าใครต้องการจะมาดูนักเต้นที่เต้นสวยที่สุดสองคนในโลก....เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะทำให้ผิดหวังหรอกค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนพันธ์แท้ของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยก็ยิ่งไม่ควรจะพลาดด้วยประการทั้งปวง

edit @ 4 Jul 2008 18:46:20 by Barai: Oh... I am Fortune's Fool