Poetry

จะมีอะไรหนอที่รออยู่

บางคราวดูหม่นมัวสลัวเศร้า

อีกบางครั้งดังฟ้่ากระจ่างดาว

จะสุขเศร้าอย่างไรก็ไม่รู้

 

หากชีวิตอ่านได้เหมือนหนังสือ

จะรีบรื้อเปิดค้นที่ก้นตู้

จะเฝ้าพลิกผลัดหาส่ายตาดู

อ่านให้รู้บทต่อไปเป็นไงกัน

 

หรือมีใครคอยลิขิตชีวิตให้

โลดแล่นไปตามแต่กรรมชักนำจัด-

-สรรให้สุขโศกเศร้าคละเคล้าซัด

ร้อยเรียงรัดสุขหรือเศร้าต้องเดาไป

 

ชีวิตหนอคนเฝ้ารอขอแค่สุข

อันความทุกข์หากขับไปให้ไกลได้

จะสาบส่งทุกข์ร้ายมลายไป

ไม่มีใครครวญคร่ำร่ำโศกา

 

หากชีวิตที่ผ่านไปเลือกได้หรือ

จะยึดยื้อสักเท่าใดไม่ไว้หน้า

อยากได้สุขแต่ความทุกข์ก็เข้ามา

มันผ่านมาแล้วไม่นานก็ผ่านไป

 

ถึงยามทุกข์เคราะห์โศกวิโยคซัด

ต้องทนกัดฟันหมองนั่งร้องไห้

ถึงเวลาทุกข์หนักหนาก็ลาไป

จะมีใครร่ำไห้ได้ชั่วกาล

 

บางเวลายิ้มร่าหน้าระรื่น

ดั่งโลกแย้มสรวลชื่นรื่นสุขศานติ์

หากแล้วรอเวลาไม่ช้านาน

เสียงสราญสรวลรื่นก็กลืนลับ

 

จะมีอะไรหนอรอข้างหน้า

เมื่อเวลามาถึงจึงสดับ

ว่าโลกล้วนมายาไม่น่านับ

ยึดถือจับมั่นต้องจงตรองเอย....

 

 

 

ยามอุษาฟ้ากระจ่างเมื่อยามเช้า

วิหคเจ้าส่งสำเนียงเสียงแว่วหวาน

น้ำค้างย้อยพร้อยพร่างสล้างปาน

แก้วกุดารมณีรัตน์ระบัดใบ

บนยอดหญ้าชะอุ่มเขียวเพรียวสะบัด

ลมไล้พัดอ่อนพริ้วปลิวไสว

แนบโลมเนื้อหญ้าน้อยค่อยเอนไกว

พร้องขานรับวันใหม่ไปด้วยกัน

นภาแขไขแสงแดงระเรื่อ

ดุจสองแขนโอบเอื้ออรุณฉันท์

อ่อนละมุนอุ่นแนบแอบอกครัน

แสงตะวันดั่งมารดาผู้อาทร

เธอฉายแสงสุรีย์ฉาดพาดขอบฟ้า

ปลุกนิทราจากหลับใหลฤทัยถอน

อย่ามัวเมาเซาซบสลบนอน

รัตติกาลผ่านจรไปอีกวัน

จากคืนเงียบเฉียบเย็นเห็นดาวพร่าง

จันทร์กระจ่างฟ้าเปิดงามเฉิดฉัน

แสงนวลผ่องส่องนภาคราชมจันทร์

ค่อยผายผันพลันลับนภดล

อโณทัยใสแจ่มแอร่มหล้า

ดั่งชีวาถือกำเนิดเกิดอีกหน

พ้นจากห้วงมรณานิทราดล

ตื่นเพื่อยลโฉมโลกสร่างโศกเอย

Edinburgh 2007

ช่วงนี้เริ่มปรับตารางการตื่นใหม่ เริ่มตื่นเช้าขึ้นกว่าที่เคยเลยได้ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้ากะเค้าบ้าง ทั้งๆ ที่เราก็เป็นอีกคนที่รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ สามารถงีบได้ทุกที่ทุกเวลาถ้ามีโอกาส ยิ่งการได้นอนใต้ผ้าห่มอุ่นผ้าปูนุ่มนิ่มแล้วล่ะก็ แทบจะเรียกได้ว่าเอาปลาวาฬมาฉุดก็ไม่อยากจะลุกแต่การนอนตื่นสายนี่ทำให้เสียโอกาสอะไรดีๆ ไปเยอะเหมือนกันนะ ทำให้เราพลาดที่จะได้อยู่เงียบๆ สงบๆ ฟังเสียงความคิดและหัวใจตัวเองในช่วงที่สมองปลอดโปร่ง ใจนิ่ง สงบ เย็น... ได้มองท้องฟ้าที่ค่อยๆ สว่าง ได้ฟังเสียงนกร้องจิ๊บจั๊บ ได้สูดอากาศสดชื่นบริสุทธิ์ อย่างน้อยก็ชั่วครู่ก่อนจะเตรียมชีวิตให้พร้อมกับการวิ่งวุ่นรุ่มร้อนต่อไปในแต่ละวัน...

อย่างน้อยเช้านี้ก็ทันได้ตื่นมาสวดมนต์ แผ่เมตตาเงียบๆในความมืด ส่งความปรารถนาดีให้สรรพสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว และถามตัวเองว่าวันนี้เมื่อมีโอกาสตื่นขึ้นมาแล้ว เราจะทำประโยชน์อะไรให้กับโลกหรือคนรอบข้างได้บ้างไหม.... และถ้ามี... เราจะพยายามไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้

ก่อนที่สักคืนหนึ่ง เราจะไม่มีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย...

อนิจจาหัวอกฟกอนาถ ที่หมายมาดคลาดเคลื่อนลอยเลื่อนฟ้า

ไร้เรี่ยวแรง ไร้กำลัง ไร้มรรคา จะหันหน้าทางใดไร้หนทาง

โอ้ฝนปรอยช่วยหน่อยเถิดหนอเจ้าจงชะเอาน้ำตาข้าไปบ้าง

มันหลั่งรินรดหน้าข้าอ้างว้างสู้เดินพลางกลั้นสะอื้นข้าฝืนทน

อยากคู้เข่าซุกซอกลงซ่อนหน้า กลั้นน้ำตาคืนย้อนความหมองหม่น

ข้าหาโหยโรยร้าข้าทุกข์ทน ยอกแสยงแฝงล้นข้าทนเอา

จะมองซ้ายมองขวาหาใครช่วย เมื่อโลกเต็มไปด้วยผู้หมองเศร้า

แต่ละคนทนทุกข์รุกเร่งเร้า ข้าจะเพิ่มความเศร้าเขาทำไม

เมื่อไม่มีคนชอบคอยปลอบจิต เมื่อไร้สิ้นมิ่งมิตรพิศมัย

เมื่อไม่มีใครรักชอบมอบหัวใจ ข้านั้นไซร้ ฝืนสู้เอา เพื่อเราเอง....

หนาวเอย หนาวหัวอก ชอกช้ำ ระกำฟก อกกลัดหนอง

ชีวิตนี้ไร้จุดหมายให้ใฝ่ปอง ร่ำเนตรนองท่วมท้อรอความตาย

อีกไม่นานดอกหนาข้าจะหลับทิ้งโลกลับลาหลังฝังความหมาย

ทิ้งรักโลภโกรธหลงอันงมงาย ที่เวียนว่ายจะหายลับไม่กลับคืน.....

London, 08/07