"ถามอะไรแปลกๆ" น้องสาวเราว่าระหว่างที่นั่งรถไปด้วยกัน
นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ในชีวิตที่มักจะมีคนบอกว่าเราชอบคิดอะไรแปลกๆ หรือถามคำถามอะไรแปลกๆ เราอาจจะต้องเริ่มเชื่อแล้วมัง เมื่อคนเหล่านั้นมักเป็นกลุ่มเพื่อนหรือบุคคลใกล้ชิดโซนหนึ่งของเราทั้งนั้น
เรื่องของเรื่องก็ไม่ใช่อะไรหรอก บังเอิญวันนี้เราขับรถผ่านวัดวัดหนึ่ง แล้วสายตาเราก็เหลือบปั๊ปไปเห็นเมรุเผาศพที่อยู่ในวัด อยู่ๆ เราก็คิดขึ้นมาพร้อมกับที่ปากก็พูดลอยๆ ออกไปว่า
"อยากรู้จังเนาะว่าเวลาเราตาย เราจะถูกเผาที่วัดไหน....."
เราว่ามันคงเป็นหนึ่งในคำถามที่เราคงไม่มีวันได้รู้คำตอบจริงๆ เพราะต่อให้เขียนพินัยกรรมไว้ว่าอยากถูกเผาที่ไหนอย่างไร พอตายไปจริงๆ แล้วเราก็คงไม่มีวันรู้อยู่ดีว่าคนข้างหลังเขาจะเมตตาจัดการให้ตามประสงค์ของเราหรือเปล่า หรือถ้าแย่ยิ่งไปกว่านั้น.... ถ้าบุญกรรมนำไป เราอาจจะไม่มีโอกาสแม้จะได้ถูกเผาด้วยซ้ำ... ไม่เป็นศพไร้ญาติถูกทิ้งไว้ตามป่าละเมาะแถวใดแถวหนึ่งก็บุญถมไปแล้ว
"เจ๊....ไม่มีใครเค้าคิดจะถามคำถามอะไรแบบเจ๊หรอกรู้เปล่า..." น้องเราว่าเข้าให้
เรายิ้มขำๆ น้อง อาจจะเป็นแค่เพราะคนส่วนมากไม่ค่อยอยากนึกถึงความตายกันละมั้ง พอเวลาใครพูดเรื่องเป็นตายขึ้นมาทีไร เลยออกจะเป็นที่กระอักกระอ่วนในวงสนทนา หรือกลายเป็นคนที่ดูอมทุกข์อมโศกอะไรไปนู่น เหตุหลักๆ คงเพราะไม่มีใครซักคนอยากจะตายหรือแม้แต่จะยอมเชื่อว่าสักวันมันก็จะต้องถึงคิวของเราที่จะต้องหมดลมหายใจ ความตายเลยเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดที่ทุกคนพยายามลืมเลือน เสมือนกับว่าถ้าไม่พูดถึงแล้วมันจะไม่เกิดขึ้นกับเราอย่างนั้น แปลกดีเนาะ เราฉลองวันเกิดกันเป็นงานบันเทิง เป็นบ้าเป็นหลังกันทุกปี ไม่มีใครคิดจะฉลองว่านี่ก็อีกปีแล้วสินะที่ความตายเข้ามาใกล้
ทำไมเราคิดเรื่องตายบ่อยๆ ก็ไม่รู้ เข้าใจเหมือนกันว่าอาจจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกไม่สบายตัว เลยพยายามไม่พูดถึงบ่อยๆ แต่ขนาดไม่บ่อยก็คงจะบ่อยเกินเกณฑ์ปกติอยู่บ้าง แต่แม้ว่าเราจะคิดถึงความตายบ่อยๆ เราก็ไม่คิดจะทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการสิ้นคิดแต่อย่างใด และชีวิตเรามันก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นต้องหาวิธีขี้โกงโชคชะตาด้วยการหาทางออกง่ายๆ โดยไม่ต่อสู้
แค่ถึง ณ เวลานี้ วัยนี้ เราเริ่มรู้ซึ้งขึ้นทุกวันๆ ว่าชีวิตมันเป็นทุกข์จริงๆ ด้วยว่ะ ต่อให้มีความสุขบางๆ มาเคลือบฉาบหน้าลวงไว้ เนื้อหาจริงๆ ของชีวิตมันก็ทุกข์ทั้งนั้น และยิ่งแก่ตัวลง เราก็ยิ่งมองเห็นความทุกข์ชัดขึ้นๆ ทุกข์หลักๆ ก็คงเกิดจากความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อะไรที่เราไม่อยากให้มันเปลี่ยนมันก็เปลี่ยน อะไรที่เราอยากให้มันเปลี่ยนใจจะขาดมันกลับไม่ยอมเปลี่ยน และก็แค่ไอ้เรื่องความไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงนี่แหละ ที่มันเปลี่ยนรูปเข้ามาในแบบต่างๆ มาเป็นบททดสอบของชีวิต เพื่อนหรือคนรักๆ กัน เคยดีๆ กันอยู่ อยู่ๆ มีเรื่องต้องเลิกคุยเลิกคบ เขาเปลี่ยนเราเปลี่ยน ก็ต่างคนต่างทุกข์ เขาเปลี่ยนเราไม่เปลี่ยน หรือเขาไม่เปลี่ยนแต่เราเสือกเปลี่ยน เอ้า...ก็ทุกข์อีก ทุกข์ซ้ำทุกข์ซาก ซ้ำไปซ้ำมาจนเริ่มสงสัยเข้าจริงๆ ว่าถ้าถ่วงน้ำหนักเวลาในชีวิตจริงๆ ที่เรียกว่าสุข กับเวลาที่ทุกข์นี่ เชื่อว่าเวลาทุกข์จะมีน้ำหนักมากกว่าซะจนชนะขาดลอย และคงจะมีต่อไปจนกว่าเราจะชินชากับมันจนเรียนรู้ที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยได้
หรือเราจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปซะแล้วหนอนี่หนอ.....
วันนี้ก็มีเรื่องให้ทุกข์อีก แต่บังเอิญที่ว่า ... I've been through something much worse... ไอ้ทุกข์วันนี้ก็ทุกข์เหมือนกันละวะ แต่เคยแย่กว่านี้มาแล้ว มันเลยเหมือนมีเซรุ่มต้านทานอยู่บ้าง เมื่อก่อนเคสเดียวกันนี้เคยร้องไห้อยู่เป็นเดือน พอมาเคสคล้ายๆ เดิมวันนี้ ก็ยังร้องไห้เหมือนกัน แต่เหลือแค่วันเดียว ตาบวมเสร็จก็จบเรื่อง น้ำตาไม่เหลือให้ไหลทำมิวสิคเรื้อรังวุ่นวายเหมือนเคยอีก แล้วก็แปลก ตอนนู่นถึงขั้นจะเป็นจะตาย ขนาดว่า...
ยามกินลืมกินสิ้นรส กลืนกำสรดเช้าเย็นเป็นภักษา....
แต่วันนี้ เรื่องคล้ายๆ เดิม ยังทำให้เศร้าอยู่ แต่เราก็ยังหายใจได้ กินได้ นอนได้อยู่นี่หว่า... ไม่หนักหนาอะไรนี่เนาะ
จะมีหรือไม่มีใครในชีวิตมันก็ไม่ได้ต่างกันมากแล้วละมั้ง เพราะอีกไม่นาน ไม่เกิน 60 ปี แน่นอน แม้แต่ตัวเองที่เรารักกว่าใครนักหนาก็จะไม่เหลือ.... แม้แต่ชีวิต
เหมือนกันทุกๆ คน....