ถึงวันนี้ฉันสอนหนังสือมา 12 ปีแล้ว!!! Oh my god! 12 ปี ถ้ามีลูกป่านนี้คงเริ่มเข้าวัยสาว ฉันเพิ่งตระหนักว่าตัวเองอยู่ในอาชีพนี้มานานนักหนาก็เมื่อได้รับหนังสือรับรองสถานภาพการทำงานของตัวเองมาวันนี้ 12 ปี มันเร็วขนาดนี้เชียวเนาะ Time does fly.
12 ปีที่แล้ว เมื่อฉันเริ่มเป็นอาจารย์สอนหนังสือเป็นครั้งแรก ถ้าอาจารย์อย่างฉันเป็นขนมก็คงเรียกว่าเป็นอาจารย์แบบ freshly baked from oven เชียวแหละ ตอนนั้นฉันเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ หมาดจริงๆ เป็นบัณฑิตครึ่งตัวที่ยังไม่ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาเลยด้วยซ้ำตอนที่เริ่มงานสอน เอาเป็นว่าพอถอดชุดนักศึกษาในเทอมนี้ปุ๊ป เทอมหน้าก็เริ่มใส่ยูนิฟอร์มคุณครูกันเลยทีเดียว ตอนนั้นฉันแอบตื่นเต้น แอบหวั่นหวาด แต่ก็ปนกับความตื่นเต้นรอคอยกับบทบาทใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า ฉันไม่เคยเป็นครูมาก่อน ไม่เคยสอนใครเป็นเรื่องเป็นราว แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ฉันยุ่งยากใจอะไรนัก คงเพราะความที่ฉันก็เป็นนักเรียนมาตลอดชีวิต ประสบการณ์การอยู่ในห้องเรียนแน่นปั๋ง ฉันจึงวาดฝันถึงคุณครูในอุดมคติแบบที่ฉันอยากเจอ อยากเรียนด้วย และพยายามที่จะเป็นครูแบบนั้น
ชั่วโมงแรกที่เดินเข้าห้องเรียน เจอนักเรียนปีหนึ่งหน้าเด๋อด๋า แก้มใส เหม็นใหม่ด้วยกันทั้งครูทั้งศิษย์ แต่ด้วยความที่วัยห่างกับลูกศิษย์แค่นิดเดียวทำให้ห้องเรียนของเราเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ลองผิด ลองถูกกันทั้งผู้สอนผู้เรียน การเรียนการสอนของเราตอนนั้นเน้นความสนุกสนานเป็นหลัก แต่ละชั่วโมงที่สอนไม่มีเสียล่ะที่จะไม่หาเกมให้เด็กเล่น จนบางครั้งหนักมือไปหน่อยทำสียงดังถล่มทลายกันซะจนอาจารย์ผู้ใหญ่ที่สอนห้องข้างๆ ต้องปรามจนอาจารย์สาวหน้าจ๋อย กลับมานั่งนึกถึงตอนนั้น ความหนักแน่นในเชิงวิชาการของเราคงไม่เท่าไหร่ มีหลายต่อหลายครั้งที่ไม่สามารถหาวิธีอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะขาดประสบการณ์ แต่อย่างหนึ่งที่เรียนรู้จากการปฏิบัติคือ การเป็นครูสำคัญที่สุดที่การสื่อสารที่ต้องชัดเจน ตรงประเด็น และต้องใช้คำพูดที่ถูกจริตเด็ก สิ่งที่ยากที่สุดคือการหาความสมดุลระหว่างความรับผิดชอบในเชิงวิชาการ (คือต้องมั่นใจว่าข้อมูลที่จะส่งต่อให้เด็กนั้นถูกต้อง) และความสนุก (คือจะทำยังไงที่จะกระตุ้นความสนใจเด็กให้ใส่ใจในเนื้อหาวิชาการที่หนักหนาเหล่านั้น) และจนถึงตอนนี้ 12 ปีผ่านไป ประสบการณ์เราอาจจะมีมากขึ้นเป็นของแน่ .... แต่การทดลองเพื่อหาความสมดุลระหว่างเนื้อหากับความสนุกของเรายังไม่จบ และน่าจะไม่มีวันจบ….
12 ปีที่แล้ว เราอยากจะเป็นอาจารย์สุดป๊อปเหมือนในหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่รักและใส่ใจเป็นเพื่อนเฮเพื่อนฮาได้กับเด็กๆ เราเพียรพยายามที่จะเป็นอย่างนั้น อยากจะมีมุขตลกเยอะๆ เวลาสอน ทั้งๆ ที่นิสัยเราเองไม่ใช่คนตลก ทั้งก็ไม่ได้มีปฏิภาณอะไรที่จะสร้างมุขปัจจุบันทันด่วนได้ในห้องเรียน สิ่งที่ทำได้คือมีการสร้างสรรค์มุขเก็บไว้ใช้เหมือนเขียนบทละคร มันก็ถูไถใช้ได้บางโอกาสแหละ แต่เราก็รู้ว่ามีบางอย่างที่ขาดหาย และเพราะเราอยากจะสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้สดใสเป็นกันเอง เราจึงจำต้องใส่ใจกับเสื้อผ้าหน้าผม อย่างน้อยถ้าอาจารย์สดใสเด็กก็คงอยากมองอยากเรียนขึ้นมาอีกนิด เราเพียรพยายามจะเป็นอาจารย์ในภาพที่เราฝันจะเป็นแต่ไม่เคยตระหนักหรือยอมรับตัวเองเลยว่าธรรมชาติเราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า 12 ปีที่เลยผ่านจึงเป็นถนนที่ค่อนข้างทรมานจิตใจ
แต่ 12 ปีที่เลยผ่านยังนับเป็นเวลายาวนานพอที่ทำให้เราเรียนรู้นิสัยตัวเองเพิ่มมากขึ้นด้วย เริ่มเข้าใจและยอมรับตัวเองได้ในแบบที่ตัวเองเป็น ตอนนี้เราตระหนักชัดแล้วว่าด้วยนิสัย เราเป็นคนชอบความเงียบ และถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ค่อยจะอยากติดต่อปฏิสัมพันธ์อะไรกับใครมากๆ การเป็นอาจารย์สุดป๊อปท่ามกลางเด็กๆ ที่เราเคยฝันจึงห่างไกลจากความเป็นจริง เราจะพูดๆๆๆ สอนๆๆๆ เล่นๆๆๆ ก็เฉพาะตอนที่เราทำหน้าที่อยู่ในห้องเรียนเท่านั้น นอกห้องเรียนถ้าเป็นไปได้เราแทบจะแว้บหายยยยยยยยยยไปเลยจากชีวิตเด็กๆ จนเดี๋ยวนี้เราไม่รู้เลยด้วยว่าเราเป็นครูที่ดีหรือเปล่า ถ้าเอาอุดมคติมาเป็นบรรทัดฐาน เราก็คงจะห่างไกล ก็ครูที่ไหนหนออยากหนีหน้านักเรียนแถมยังดูไม่ค่อยจะรักใคร่ใยดีเด็กๆ เอาซะเลย ผิดจรรยาบรรณความเป็นครูมากไปไหม
.....
หนูๆ ครูขอโทษนะ ที่ครูดูเหมือนจะเป็นครูที่ใช้ไม่ได้เท่าไหร่ แต่ครูยืนยันได้เต็มปากเพียงอย่างเดียวว่าทุกๆ ชั่วโมงที่ครูเข้าสอนครูให้หนูหมดแล้วทุกอย่างที่ครูมี แต่นอกห้องเรียน ขอครูได้มีเนื้อที่ได้กลับไปเป็นตัวของตัวเองและสนุกสนานอยู่ในโลกจินตนาการของตัวเองอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมีบ้าง เท่านั้นก็คงจะเพียงพอ.....