2009/Sep/04

ห่างหายจากการเขียนบล็อกประมาณสามชาติเศษ

เหมือนๆ อยากจะเขียน  แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะเขียน บางเรื่องก็ส่วนตัวเกินเหตุ เลยคิดว่าจดไว้ในไดอารี่ส่วนตัวน่าจะเหมาะกว่า บางเรื่องก็เรื่องของชาวบ้านซะจนไม่รู้ว่าจะเหมาะไหมหนอที่จะไปยุ่งเรื่องของเขา....

อาจจะเป็นเพราะระยะนี้นอกจากงานจะยุ่ง  แล้วในหัวก็ยังมีเรื่องที่ obsessed วนเวียนซ้ำซากอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง... วนๆ อยู่เรื่องเดิมๆ จนบางทีก็ออกจะเบื่อตัวเองอยู่ไม่น้อย ค่าที่ตรูหนอตรู วันๆ คิดซ้ำซากอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง ไม่เหน็ดไม่เหนื่อยบ้างเลยหนอ

ไปๆมาๆ ด้วยความที่กำลังพยายามฝึกตามความรู้สึกตัวเอง จดจ่อณ ปัจจุบันขณะไปเรื่อยๆ เลยทำให้ความรู้สึกอยากบรรยายความรู้สึกผ่านทางตัวหนังสือหายไป ขนาดไดอารี่ยังเขียนเหลือสั้นกระจุ๊ด เพราะพอจรดปากกาเมื่อไหร่ ในใจมันก็คอยแต่จะบอกตัวเองว่า อยู่กับปัจจุบัน..... อยู่กับปัจจุบัน.....  อ้าว... ซวย... กลายเป็นว่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาและที่อยากเขียนเก็บไว้ กลายเป็นเรื่องอดีตไปแล้วซะงั้น  เลยไม่ควรค่าแก่การจะไปนึกคิดถึงมันอีก เพราะตอนนี้มัวแต่ยุ่งๆ อยู่..... กับปัจจุบันขณะ

.....

ไม่ได้เขียน แต่อย่างน้อยก็ยังคงได้อ่าน

การอ่านเป็นเหมือนกับการกินขนมสำหรับเรา  ถ้าขาดไปชีวิตมันโหยๆ  เหมือนต่อให้กินข้าวจนอิ่มท้องแน่นตื้อ  แต่กระเพาะสำหรับรับขนมคงยังมีที่ว่างให้เติมเต็มได้เสมอ  เมื่อไหร่ที่รู้สึกโหยๆ ใจแห้งๆ หนังสือจะเป็นคำตอบแรกและคำตอบเดียวรอเราอยู่เสมอ  เราเชื่อว่าคนรักการอ่านทุกคนเข้าใจความรู้สึกนี้ดี 

เราไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนรอบตัวเราไม่ค่อยอ่านหนังสือกันเลย  ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวที่นอกจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเรา เราก็ไม่เคยเห็นใครในบ้านซื้อหนังสือ  เพื่อนสนิทโซนหนึ่งของเราทุกคนก็ไม่ใช่หนอนหนังสือ อย่างติวติ้วซึ่งรับข่าวสารด้วยการมอง  การดู  การฟัง และจับมาอนุมานเป็นบทสรุปของตัวเองโดยไม่ (ค่อย) พึ่งพาการอ่าน  นิยาเพื่อนสาวซึ่งเป็นแฟนพันธ์แท้ทีวีและการ์ตูน แต่ปวดหัวตาลายกับตัวหนังสือที่ไม่มีภาพประกอบทุกชนิด  จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังสือประเภทเดียวนอกจากการ์ตูนที่เธอจะซื้อคือพวก Cook book คงเพราะภาพเพียบ  ...

เราไม่รู้ว่าทำไมเราถึงได้กลายเป็นคนชอบอ่าน  ทั้งๆ ที่ที่บ้านไม่มีตัวอย่างของคนรักการอ่านให้เห็น  แม่บอกว่าเราชอบอ่านตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลยด้วยซ้ำ  เพราะตั้งแต่ยังไม่เข้าอนุบาลแม่ก็ว่าเราชอบป้วนเปี้ยนอยู่กับหนังสือพิมพ์และชอบชี้ตัวหนังสือต่างๆ ให้แม่อ่านให้ฟัง  พอยิ่งเริ่มได้กอไก่ ขอไข่ก็เริ่มไปกันใหญ่ เพราะไม่ว่าจะนั่งรถผ่านไปแถวไหน เราก็จะนั่งสะกดป้ายร้านค้าต่างๆ ที่ผ่านตาทุกร้านแล้วอ่านออกเสียงดังๆ ตลอดเวลาจนคนบนรถเมล์มองกันทั้งคันรถ

นึกย้อนไปถึงต้นตอแล้วก็ยากจะรู้เหตุผล  แต่ให้คิดในปัจจุบันเราชอบอ่านคงเพราะอย่างแรกเราชอบภาษาเพราะๆ กับอย่างที่สองการอ่านช่วยสร้างแรงบันดาลใจ .... เวลาที่ใจโหยๆ  หนังสือจากคนเขียนที่เราไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าค่าตา เหมือนกลายเป็นเพื่อนคอยปลอบประโลมว่า เราไม่ได้เป็นคนเดียวในโลกที่รู้สึกหม่นมัวอย่างนี้ คนที่เกิดก่อนเราเป็นร้อยๆ ปีก็เคยรู้สึกไม่ต่าง  ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนชาติไหน ภาษาใดก็ผ่านเส้นทางแห่งความโหยไห้มาไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะอ่านกลอนอกหักของสุนทรภู่  อ่านเชคสเปียร์  หรืออ่านกลอนของท่านประยอม ซองทอง เราก็รู้สึกใจบีบได้ไม่น้อยไปกว่ากัน  หรือเวลาที่หัวใจพองบานหนังสือแนวมองโลกสดใสขำขันในมุมมองสร้างสรรค์ อย่างงานของรอเบิร์ต ฟูลกัม  พี่จิก ประภาส  หรือพี่ดี้ นิติพงศ์ ก็ช่วยให้เรายิ้มได้อย่างเบิกบาน หรือช่วงเวลาที่เบื่อตัวเองจัดๆ จนอยากหนีจากโลกใบแท้ไปสู่โลกสมมุติชั่วคราว เราก็จะหันไปพึ่งพิงหนังสือประโลมโลกย์ เพื่อขอแปลงร่างจากสาวใหญ่ที่ใช้ชีวิตเรียบๆ กึ่มๆ ในชีวิตจริง ไปเป็นสาวน้อยแสนสวยแสนหวานที่เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนคนในนิยายรักแนวชื่นชูใจซักเรื่อง ... แค่นี้ชีวิตก็มีสีสันเกินจะบรรยาย

พักนี้อาจจะอ่านได้ไม่ค่อยกวาดวงกว้างเหมือนเคย เพราะใจคอยแต่จะสนใจหนังสือแนวธรรมะซะมากกว่าแนวอื่น (เป็นไปตามวัย)  และเวลางานที่เบียดบังเวลาว่าง.... แต่ขนมก็คือขนมอ่ะนะ 

ต่อให้เก็บไว้อย่างดีแค่ไหน.....มดก็ตามไปขึ้นจนได้

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เอ... จะว่าไงดี

เข้าใจความรู้สึกของการโหยหาหนังสือมากๆ เลยล่ะค่ะ big smile
#1  by  draco At 2009-09-04 10:38, 

<< Home