2009/Apr/20

ทุกปีตั้งแต่เริ่มจะจำความได้  วันสงกรานต์ส่วนใหญ่ของชีวิต ฉันมักจะได้ฉลองสงกรานต์อย่างเงียบสงบที่บ้านไม้ชั้นเดียวหลังเล็กๆ เก่าๆในชนบทที่ห่างไกลจากแสงสีความศิวิไลซ์ของเมืองใหญ่  หลังบ้านมีธารเล็กๆ น้ำใส ที่ถ้าก้มลงมองอย่างพินิจสักหน่อย จะเห็นปลาเข็มตัวจิ๋วๆ ว่ายวึบวับเกาะกลุ่มเป็นทิวแถว  และถ้าทอดสายตามองไกลออกไปอีกสักนิดเราก็จะได้เห็นท้องทุ่งนาเขียวขจีผืนใหญ่ ไกลสุดลูกหูลูกตา

ฉันมาที่นี่ทุกปี  มากราบไหว้เยี่ยมเยียน "รากแก้ว" ของฉัน

บ้านหลังนี้ที่นครศรีธรรมราชเป็นที่ที่แม่ของฉันเกิด  ชีวิตชาวบ้านที่ประกอบอาชีพหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยของตากับยายทำให้แม่ขวนขวายตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อให้ได้หลีกพ้นจากการต้องหว่านกล้าเก็บเกี่ยว ประกอบอาชีพเดียวกับตายาย....  แม่ทำสำเร็จ  ทุกวันนี้ไม่ว่าพี่น้องคนไหนๆ ของแม่ก็ไม่มีใครต้องทำนาอีกแล้วแม้แต่คนเดียว  ท้องนาหลังบ้านที่แม่เคยจูงมือพาฉันไปเดินชี้ชม  รำลึกถึงชีวิตวัยเยาว์ยามที่แม่ยังต้องหาบกระบุง  หาบคอน  หว่านกล้า  ดำนา  เด็ดผักบุ้ง  ตกปลา  งมหอยขม ฯลฯ  ยังคงเต็มไปด้วยต้นข้าวสูงเรียวเขียวขจีอยู่เช่นเดิม.... ถึงแม้ว่ามันไม่ใช่ของครอบครัวเราอีกต่อไปแล้ว  แต่เราก็ยังโชคดีพอที่มีองค์กรวิจัยข้าวของกระทรวงเกษตรมาขอซื้อผืนนานั้นไปเพื่อเป็นแหล่งทำวิจัยเพาะพันธ์ข้าว.... อย่างน้อย  หลังบ้านของเราก็ยังคงจะเป็นทุ่งนาผืนเดิม  เหมือนอย่างที่เคยเป็นเมื่อยามแม่ยังเป็นเด็กหญิง

ฉันกับพี่สาวน่าจะเป็นหลานของตากับยายเพียงสองคนที่พูดใต้ไม่ได้เลยสักคำ  เราไม่ได้เกิดที่นี่ ไม่เคยใช้ชีวิตยาวนานข้ามปีที่นี่  แต่เลือดชาวใต้ของเราก็ยังคงแรงพอจะมีเชื้อให้เห็น  เริ่มจากพี่สาวที่หน้าคมผิวขำ ที่ถ้านั่งนิ่งๆ  ยิ้มเฉยๆ ไม่เอ่ยปากคงดูกลมกลืนนวลเนียนไปกับญาติๆ ผิวคมเข้มของเราได้  และฉันซึ่งก็เข้มไม่แพ้กันแถมได้บ่มเชื้อความคลั่งใคล้อาหารใต้รสจัดจ้านและพืชผักพื้นเมืองมีกลิ่นทุกชนิดอย่าง สะตอ ลูกเนียง  ที่เจอที่ไหนเป็นต้องวิ่งเข้าใส่  ทำให้ฉันก็นวลเนียนทำกลืนไปกับเค้าได้..... โดยเฉพาะในวงสำรับกับข้าว ฉันจะยิ่งเนียนใต้ได้เป็นพิเศษ  J

ฉันอาจจะเป็นหลานที่แทบจะคุยกับตาและยายนับครั้งได้ในชีวิต  ทั้งๆ ที่เราก็เจอกันเกือบทุกปี  แต่ด้วยความที่พูดใต้ไม่ได้  และตากับยายก็พูดกลางไม่ได้เหมือนกัน ทั้งด้วยวัยที่ร่วงโรยทำให้ทั้งประสาทหู ประสาทตาเสื่อม จะสื่อสารแต่ละทีต้องตะโกนคุย ทำเอาฉันถอดใจ  ยายกับหลานจึงได้แต่มองหน้ากัน  ยิ้มให้กันไปมา  สื่อภาษารักด้วยอ้อมกอดและรอยจูบเน้นๆ ที่ข้างแก้ม  ฉันชอบไปนั่งดูยายตำหมาก  กลิ่นลูกหมาก  กลิ่นปูนแดง  กลิ่นใบพลู เวลาตำรวมๆ กันเข้าจะกลายเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ที่ไม่ว่าฉันจะไปได้กลิ่นนี้จากที่ไหน ฉันเป็นต้องนึกถึงยายเสมอ ตอนเด็กๆ ฉันชอบช่วยยายตำหมากบ่อยๆ ด้วยถือเป็นการละเล่นสุดโปรดของฉัน  รวมทั้งแอบชิมเศษๆ หมากก้นครก แต่ทั้งที่แค่ละเลียดชิมคำน้อยๆ ก็ทำเอาฉันยันหมากปากเจ่อจนเข็ด....  เชี่ยนหมากน่าจะเป็นเหมือนชีวิตของยาย ยายจะหอบหิ้วเชี่ยนหมากเล็กๆ นี้ไปด้วยทุกที่แม้กระทั่งเวลานอน วันๆ นึงฉันแทบจะนับได้ไม่ถ้วนว่ายายกินหมากไปกี่คำ ยายติดหมากมากมายพอๆ กับที่ตาติดบุหรี่  ยายกินหมากคำ ตาก็จุดมวนยาเส้นของตาหนึ่งมวน ถ้อยทีถ้อยกันไปอย่างนี้....  จนกระทั่งสามปีให้หลังนี้ ที่ยายต้องกินหมากของยายโดยไร้อวลกลิ่นยาเส้นของตาลอยอ้อยอิ่งเป็นองค์ประกอบ....

ฉันไม่รู้ว่าด้วยซ้ำว่ายายกับตารักกันหรือเปล่า  รู้เท่าที่แม่เล่าให้ฟังว่ายายแต่งงานกับตาเพราะผู้ใหญ่อุ้มสม  เหมือนที่โบราณเค้าว่ากันว่าผู้ชายดีๆ น่ะ ต่อให้มีแค่พร้าขัดหลังมาแค่ด้ามเดียว  พ่อแม่สาวเจ้าก็เต็มใจยกให้  แถมผู้ชาย "ดีๆ" อย่างตาก็แถมโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อหนึ่งได้ถึงสองอีกด้วย.... ใช่แล้ว  ตาเป็นพ่อหม้ายลูกติด  แต่กระนั้นพร้าของตาก็คงจะคมกริบพอให้ตาทวดและยายทวดของฉันยกลูกสาวคนโปรดอย่างยายให้อย่างไม่เกี่ยงงอน   แต่ต่อจะให้คลุมถุงชนอย่างไร  จะรักหรือไม่รักกันก่อนแต่ง  ยายก็ลงเอยด้วยการมีพยานรักกับตาด้วยกันถึงเจ็ดหน่อ  เล่นเอาปัจจุบันฉันเกือบนับญาติไม่ไหว ด้วยเจ็ดหน่อที่มีนั่นก็ไปกระจายแตกหน่อของตัวอีกไม่รู้กี่หน่อ จนเล่นเอานับลูกพี่ลูกน้องหลานเหลนกันงงงวย  ถึงอย่างไรตอนที่ตายังอยู่ ฉันชอบแอบมองตากับยายเวลาท่านอยู่ด้วยกันเงียบๆ  ท่านทั้งสองแทบจะไม่ได้คุยอะไรกันเลยในแต่ละวัน  ตาก็มีมุมของตาคอยจุดมวนบุหรี่  ยายก็อยู่ในมุมของยายตำหมาก  แต่พอตกค่ำของทุกวันทั้งคู่ก็กลับเข้ามุมประจำของท่าน.....  บนเตียงกว้างหลังเดียวกัน  ตัวเดิมที่ท่านได้ใช้ร่วมกันมากว่า 50 ปี

ฉันแอบสงสัยเงียบๆ อยู่คนเดียวเสมอทุกครั้งที่ได้ลงไปหาตากับยาย  อยากรู้เป็นที่สุดว่าตากับยายท่านคิดอะไรของท่านอยู่กันนะ    เมื่อลูกๆ โตขึ้นจนมีหลักฐานมั่นคง ทุกคนก็คอยแวะเวียนมาดูแลทั้งเรื่องบ้าน เรื่องค่าใช้จ่ายด้วยความกตัญญู  ประจวบกับวัยที่เพิ่มขึ้นตากับยายจึงไม่เหลือภาระหน้าที่ใดๆ ให้ต้องรับผิดชอบอีก  ท่านจึงได้ใช้ชีวิตที่สุดแสนจะสงบเรียบง่ายในบั้นปลายของชีวิต  ตลอดชีวิตที่ผ่านมาฉันแทบไม่เคยเห็นตากับยายเดินทางไปไหนเลย  โดยความตั้งใจของท่านเองที่ไม่ชอบการเดินทาง ไม่ใช่ว่าไม่มีลูกหลานคอยอ้อนวอนอยากให้ท่านไปเยี่ยมเยียนที่บ้านสักครั้ง  ตั้งแต่จำความได้ยายเคยมาแวะเยี่ยมฉันที่บ้านแค่ครั้งเดียวเองในชีวิตตอนฉันเด็กๆ  และตอนนั้นก็ทำเอาท่านเข็ด บ่นอุบว่าหนาวเหลือทน..... โคราชเนี่ยนะ  หนาว....  แต่ก็อาจจะจริงของท่าน ก็ที่ภาคใต้อุณหภูมิมักจะคงที่เกือบตลอดทั้งปี  สำหรับฉัน ตากับยายเป็นเหมือนอนุสาวรีย์อะไรซักอย่าง ซึ่งไม่ว่าเราจะไปหาเมื่อไหร่ ตอนไหน ท่านก็จะอยู่ของท่านตรงนั้น  ตรงมุมเดิมนั่นเสมอ  ในบ้านไม้หลังเล็กๆ หลังนั้น  ฉันอยากรู้เหลือเกินว่าตากับยายจะเบื่อบ้างไหม ที่ในแต่ละวันกิจวัตรของท่านก็ดูจะซ้ำซากวนเวียนอยู่เหมือนเดิม  ตื่นขึ้นเมื่อฟ้ายังไม่ทันสาง  ทานข้าวเช้า  มวนบุหรี่  ตำหมาก  นอนเอนหลังในยามสาย   ทานข้าวกลางวัน  มวนบุหรี่  ตำหมาก  แล้วเอนหลังในยามบ่าย  ทานข้าวเย็น  ก่อนจะอาบน้ำปิดบ้านเตรียมเข้านอนเมื่อยามเย็นย่ำ เกือบจะพร้อมๆ กับเวลาที่นกกาบินกลับรัง  ท่านจะเบื่อกิจกรรมประจำวันที่เหมือนเดิมราวกับตั้งโปรแกรมเหล่านี้ของท่านบ้างไหม  ท่านมีความสุข หรือความทุกข์อะไรบ้างหรือเปล่า ฉันอยากรู้จริงๆ

แต่ทั้งตาและยายฉันท่านไม่ใช่คนช่างพูดทั้งคู่  กระทั่งเมื่อฉันซักแม่ว่าเมื่อตอนเด็กๆ ยายชอบเล่าเรื่องนู่นนี่นั่นให้แม่ฟังเหมือนกับที่แม่ชอบเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฉันฟังบ้างไหม  แม่ก็บอกว่ายายไม่ค่อยช่างพูด  จะแค่ดุลูกเวลาซน  หรือสั่งงานลูกเวลาต้องใช้งานก็เท่านั้น  นอกนั้นก็จะไม่มีการเล่าสารทุกข์สุกดิบอะไรแก่กันและกันเลย  แม่บอกว่าคนบ้านนอกเมื่อก่อนก็มักจะใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับวิถีธรรมชาติไปอย่างสงบและเรียบง่ายไปอย่างนั้น  ไม่มีสิ่งกระตุ้นเร้าอะไรมากมายเหมือนสมัยนี้ ..... 

ฉันกลับมองว่าชีวิตที่เหมือนจะไหลเอื่อยไปตามกระแสลมแบบที่บ้านปักษ์ใต้นี่ต่างหาก ที่ทำให้เหมือนชีวิตแต่ละวันเรามีเวลาเหลือเฟือมากมายที่จะทำอะไรได้เยอะแยะ  ดูช่างแตกต่างจากชีวิตทำงานในออฟฟิศที่ฉันซุกตัวอยู่ใน ตอนนี้เสียอีก ที่แต่ละวันผันผ่านไปเร็วจนแทบหายใจหายคอไม่ทัน  เช้าแป็บๆ  ก็ต้องล่กๆ ทานข้าวเที่ยง  ก่อนจะล่กๆ ขับรถกลับบ้านในตอนเย็นย่ำยามเลิกงาน  ที่บ้านปักษ์ใต้ฉันมีเวลาเหลือเฟือที่จะได้นั่งใต้ต้นมะพร้าว มองดูยอดมะพร้าวกับใบของมันไหวลู่ไปตามลม  ฟังเสียงลมโชยพัดเอื่อยๆ  สูดกลิ่นดินกลิ่นหญ้า  และแอบช้อนปลาเข็มเล่นในธารใส  เงียบ  สงบ  เบา  สบาย

ฝรั่งเค้ามีสุภาษิตบอกว่า The Grass is Always Greener on the other Side of the Fence  อะไรที่ไม่ใช่ของเรามักจะดูดีกว่าของๆ เราเสมอ ..... เหมือนอย่างที่ฉันคิดอยู่ตอนนี้ละมั้ง  อิจฉาชีวิตเงียบสงบของยายจัง  แถม literally ทุ่งนาป่าหญ้าที่บ้านยายก็เขียวชะอุ่มกว่าแถวบ้านฉันจริงๆ ซะด้วย.....

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
น่าสบายจังเลยค่ะพี่ big smile
#1  by  blind bookworm At 2009-04-20 17:25, 

<< Home