ทุกปีตั้งแต่เริ่มจะจำความได้ วันสงกรานต์ส่วนใหญ่ของชีวิต ฉันมักจะได้ฉลองสงกรานต์อย่างเงียบสงบที่บ้านไม้ชั้นเดียวหลังเล็กๆ เก่าๆในชนบทที่ห่างไกลจากแสงสีความศิวิไลซ์ของเมืองใหญ่ หลังบ้านมีธารเล็กๆ น้ำใส ที่ถ้าก้มลงมองอย่างพินิจสักหน่อย จะเห็นปลาเข็มตัวจิ๋วๆ ว่ายวึบวับเกาะกลุ่มเป็นทิวแถว และถ้าทอดสายตามองไกลออกไปอีกสักนิดเราก็จะได้เห็นท้องทุ่งนาเขียวขจีผืนใหญ่ ไกลสุดลูกหูลูกตา
ฉันมาที่นี่ทุกปี มากราบไหว้เยี่ยมเยียน "รากแก้ว" ของฉัน
บ้านหลังนี้ที่นครศรีธรรมราชเป็นที่ที่แม่ของฉันเกิด ชีวิตชาวบ้านที่ประกอบอาชีพหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยของตากับยายทำให้แม่ขวนขวายตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อให้ได้หลีกพ้นจากการต้องหว่านกล้าเก็บเกี่ยว ประกอบอาชีพเดียวกับตายาย.... แม่ทำสำเร็จ ทุกวันนี้ไม่ว่าพี่น้องคนไหนๆ ของแม่ก็ไม่มีใครต้องทำนาอีกแล้วแม้แต่คนเดียว ท้องนาหลังบ้านที่แม่เคยจูงมือพาฉันไปเดินชี้ชม รำลึกถึงชีวิตวัยเยาว์ยามที่แม่ยังต้องหาบกระบุง หาบคอน หว่านกล้า ดำนา เด็ดผักบุ้ง ตกปลา งมหอยขม ฯลฯ ยังคงเต็มไปด้วยต้นข้าวสูงเรียวเขียวขจีอยู่เช่นเดิม.... ถึงแม้ว่ามันไม่ใช่ของครอบครัวเราอีกต่อไปแล้ว แต่เราก็ยังโชคดีพอที่มีองค์กรวิจัยข้าวของกระทรวงเกษตรมาขอซื้อผืนนานั้นไปเพื่อเป็นแหล่งทำวิจัยเพาะพันธ์ข้าว.... อย่างน้อย หลังบ้านของเราก็ยังคงจะเป็นทุ่งนาผืนเดิม เหมือนอย่างที่เคยเป็นเมื่อยามแม่ยังเป็นเด็กหญิง
ฉันกับพี่สาวน่าจะเป็นหลานของตากับยายเพียงสองคนที่พูดใต้ไม่ได้เลยสักคำ เราไม่ได้เกิดที่นี่ ไม่เคยใช้ชีวิตยาวนานข้ามปีที่นี่ แต่เลือดชาวใต้ของเราก็ยังคงแรงพอจะมีเชื้อให้เห็น เริ่มจากพี่สาวที่หน้าคมผิวขำ ที่ถ้านั่งนิ่งๆ ยิ้มเฉยๆ ไม่เอ่ยปากคงดูกลมกลืนนวลเนียนไปกับญาติๆ ผิวคมเข้มของเราได้ และฉันซึ่งก็เข้มไม่แพ้กันแถมได้บ่มเชื้อความคลั่งใคล้อาหารใต้รสจัดจ้านและพืชผักพื้นเมืองมีกลิ่นทุกชนิดอย่าง สะตอ ลูกเนียง ที่เจอที่ไหนเป็นต้องวิ่งเข้าใส่ ทำให้ฉันก็นวลเนียนทำกลืนไปกับเค้าได้..... โดยเฉพาะในวงสำรับกับข้าว ฉันจะยิ่งเนียนใต้ได้เป็นพิเศษ J
ฉันอาจจะเป็นหลานที่แทบจะคุยกับตาและยายนับครั้งได้ในชีวิต ทั้งๆ ที่เราก็เจอกันเกือบทุกปี แต่ด้วยความที่พูดใต้ไม่ได้ และตากับยายก็พูดกลางไม่ได้เหมือนกัน ทั้งด้วยวัยที่ร่วงโรยทำให้ทั้งประสาทหู ประสาทตาเสื่อม จะสื่อสารแต่ละทีต้องตะโกนคุย ทำเอาฉันถอดใจ ยายกับหลานจึงได้แต่มองหน้ากัน ยิ้มให้กันไปมา สื่อภาษารักด้วยอ้อมกอดและรอยจูบเน้นๆ ที่ข้างแก้ม ฉันชอบไปนั่งดูยายตำหมาก กลิ่นลูกหมาก กลิ่นปูนแดง กลิ่นใบพลู เวลาตำรวมๆ กันเข้าจะกลายเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ที่ไม่ว่าฉันจะไปได้กลิ่นนี้จากที่ไหน ฉันเป็นต้องนึกถึงยายเสมอ ตอนเด็กๆ ฉันชอบช่วยยายตำหมากบ่อยๆ ด้วยถือเป็นการละเล่นสุดโปรดของฉัน รวมทั้งแอบชิมเศษๆ หมากก้นครก แต่ทั้งที่แค่ละเลียดชิมคำน้อยๆ ก็ทำเอาฉันยันหมากปากเจ่อจนเข็ด.... เชี่ยนหมากน่าจะเป็นเหมือนชีวิตของยาย ยายจะหอบหิ้วเชี่ยนหมากเล็กๆ นี้ไปด้วยทุกที่แม้กระทั่งเวลานอน วันๆ นึงฉันแทบจะนับได้ไม่ถ้วนว่ายายกินหมากไปกี่คำ ยายติดหมากมากมายพอๆ กับที่ตาติดบุหรี่ ยายกินหมากคำ ตาก็จุดมวนยาเส้นของตาหนึ่งมวน ถ้อยทีถ้อยกันไปอย่างนี้.... จนกระทั่งสามปีให้หลังนี้ ที่ยายต้องกินหมากของยายโดยไร้อวลกลิ่นยาเส้นของตาลอยอ้อยอิ่งเป็นองค์ประกอบ....
ฉันไม่รู้ว่าด้วยซ้ำว่ายายกับตารักกันหรือเปล่า รู้เท่าที่แม่เล่าให้ฟังว่ายายแต่งงานกับตาเพราะผู้ใหญ่อุ้มสม เหมือนที่โบราณเค้าว่ากันว่าผู้ชายดีๆ น่ะ ต่อให้มีแค่พร้าขัดหลังมาแค่ด้ามเดียว พ่อแม่สาวเจ้าก็เต็มใจยกให้ แถมผู้ชาย "ดีๆ" อย่างตาก็แถมโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อหนึ่งได้ถึงสองอีกด้วย.... ใช่แล้ว ตาเป็นพ่อหม้ายลูกติด แต่กระนั้นพร้าของตาก็คงจะคมกริบพอให้ตาทวดและยายทวดของฉันยกลูกสาวคนโปรดอย่างยายให้อย่างไม่เกี่ยงงอน แต่ต่อจะให้คลุมถุงชนอย่างไร จะรักหรือไม่รักกันก่อนแต่ง ยายก็ลงเอยด้วยการมีพยานรักกับตาด้วยกันถึงเจ็ดหน่อ เล่นเอาปัจจุบันฉันเกือบนับญาติไม่ไหว ด้วยเจ็ดหน่อที่มีนั่นก็ไปกระจายแตกหน่อของตัวอีกไม่รู้กี่หน่อ จนเล่นเอานับลูกพี่ลูกน้องหลานเหลนกันงงงวย ถึงอย่างไรตอนที่ตายังอยู่ ฉันชอบแอบมองตากับยายเวลาท่านอยู่ด้วยกันเงียบๆ ท่านทั้งสองแทบจะไม่ได้คุยอะไรกันเลยในแต่ละวัน ตาก็มีมุมของตาคอยจุดมวนบุหรี่ ยายก็อยู่ในมุมของยายตำหมาก แต่พอตกค่ำของทุกวันทั้งคู่ก็กลับเข้ามุมประจำของท่าน..... บนเตียงกว้างหลังเดียวกัน ตัวเดิมที่ท่านได้ใช้ร่วมกันมากว่า 50 ปี
ฉันแอบสงสัยเงียบๆ อยู่คนเดียวเสมอทุกครั้งที่ได้ลงไปหาตากับยาย อยากรู้เป็นที่สุดว่าตากับยายท่านคิดอะไรของท่านอยู่กันนะ เมื่อลูกๆ โตขึ้นจนมีหลักฐานมั่นคง ทุกคนก็คอยแวะเวียนมาดูแลทั้งเรื่องบ้าน เรื่องค่าใช้จ่ายด้วยความกตัญญู ประจวบกับวัยที่เพิ่มขึ้นตากับยายจึงไม่เหลือภาระหน้าที่ใดๆ ให้ต้องรับผิดชอบอีก ท่านจึงได้ใช้ชีวิตที่สุดแสนจะสงบเรียบง่ายในบั้นปลายของชีวิต ตลอดชีวิตที่ผ่านมาฉันแทบไม่เคยเห็นตากับยายเดินทางไปไหนเลย โดยความตั้งใจของท่านเองที่ไม่ชอบการเดินทาง ไม่ใช่ว่าไม่มีลูกหลานคอยอ้อนวอนอยากให้ท่านไปเยี่ยมเยียนที่บ้านสักครั้ง ตั้งแต่จำความได้ยายเคยมาแวะเยี่ยมฉันที่บ้านแค่ครั้งเดียวเองในชีวิตตอนฉันเด็กๆ และตอนนั้นก็ทำเอาท่านเข็ด บ่นอุบว่าหนาวเหลือทน..... โคราชเนี่ยนะ หนาว.... แต่ก็อาจจะจริงของท่าน ก็ที่ภาคใต้อุณหภูมิมักจะคงที่เกือบตลอดทั้งปี สำหรับฉัน ตากับยายเป็นเหมือนอนุสาวรีย์อะไรซักอย่าง ซึ่งไม่ว่าเราจะไปหาเมื่อไหร่ ตอนไหน ท่านก็จะอยู่ของท่านตรงนั้น ตรงมุมเดิมนั่นเสมอ ในบ้านไม้หลังเล็กๆ หลังนั้น ฉันอยากรู้เหลือเกินว่าตากับยายจะเบื่อบ้างไหม ที่ในแต่ละวันกิจวัตรของท่านก็ดูจะซ้ำซากวนเวียนอยู่เหมือนเดิม ตื่นขึ้นเมื่อฟ้ายังไม่ทันสาง ทานข้าวเช้า มวนบุหรี่ ตำหมาก นอนเอนหลังในยามสาย ทานข้าวกลางวัน มวนบุหรี่ ตำหมาก แล้วเอนหลังในยามบ่าย ทานข้าวเย็น ก่อนจะอาบน้ำปิดบ้านเตรียมเข้านอนเมื่อยามเย็นย่ำ เกือบจะพร้อมๆ กับเวลาที่นกกาบินกลับรัง ท่านจะเบื่อกิจกรรมประจำวันที่เหมือนเดิมราวกับตั้งโปรแกรมเหล่านี้ของท่านบ้างไหม ท่านมีความสุข หรือความทุกข์อะไรบ้างหรือเปล่า ฉันอยากรู้จริงๆ
แต่ทั้งตาและยายฉันท่านไม่ใช่คนช่างพูดทั้งคู่ กระทั่งเมื่อฉันซักแม่ว่าเมื่อตอนเด็กๆ ยายชอบเล่าเรื่องนู่นนี่นั่นให้แม่ฟังเหมือนกับที่แม่ชอบเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฉันฟังบ้างไหม แม่ก็บอกว่ายายไม่ค่อยช่างพูด จะแค่ดุลูกเวลาซน หรือสั่งงานลูกเวลาต้องใช้งานก็เท่านั้น นอกนั้นก็จะไม่มีการเล่าสารทุกข์สุกดิบอะไรแก่กันและกันเลย แม่บอกว่าคนบ้านนอกเมื่อก่อนก็มักจะใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับวิถีธรรมชาติไปอย่างสงบและเรียบง่ายไปอย่างนั้น ไม่มีสิ่งกระตุ้นเร้าอะไรมากมายเหมือนสมัยนี้ .....
ฉันกลับมองว่าชีวิตที่เหมือนจะไหลเอื่อยไปตามกระแสลมแบบที่บ้านปักษ์ใต้นี่ต่างหาก ที่ทำให้เหมือนชีวิตแต่ละวันเรามีเวลาเหลือเฟือมากมายที่จะทำอะไรได้เยอะแยะ ดูช่างแตกต่างจากชีวิตทำงานในออฟฟิศที่ฉันซุกตัวอยู่ใน ตอนนี้เสียอีก ที่แต่ละวันผันผ่านไปเร็วจนแทบหายใจหายคอไม่ทัน เช้าแป็บๆ ก็ต้องล่กๆ ทานข้าวเที่ยง ก่อนจะล่กๆ ขับรถกลับบ้านในตอนเย็นย่ำยามเลิกงาน ที่บ้านปักษ์ใต้ฉันมีเวลาเหลือเฟือที่จะได้นั่งใต้ต้นมะพร้าว มองดูยอดมะพร้าวกับใบของมันไหวลู่ไปตามลม ฟังเสียงลมโชยพัดเอื่อยๆ สูดกลิ่นดินกลิ่นหญ้า และแอบช้อนปลาเข็มเล่นในธารใส เงียบ สงบ เบา สบาย
ฝรั่งเค้ามีสุภาษิตบอกว่า The Grass is Always Greener on the other Side of the Fence อะไรที่ไม่ใช่ของเรามักจะดูดีกว่าของๆ เราเสมอ ..... เหมือนอย่างที่ฉันคิดอยู่ตอนนี้ละมั้ง อิจฉาชีวิตเงียบสงบของยายจัง แถม literally ทุ่งนาป่าหญ้าที่บ้านยายก็เขียวชะอุ่มกว่าแถวบ้านฉันจริงๆ ซะด้วย.....