2009/Mar/05

ฉันเชื่อว่าความกดดันอย่างหนักหน่วงของสาวๆ วัย 30 young แจ๋ว ทั้งหลายมักจะเกิดขึ้นในงานแต่งงานของเพื่อน ในช่วงโค้งสุดท้ายของเฟดเลขสาม

คำถามซ้ำๆ ซากๆ ที่ต้องตอบบ่อยที่สุดจนถ้าสามารถเก็บตังค์คนถามได้เป็นรายคน ไม่ต้องมากละนะ เอาแค่คนละ 10 บาท ฉันว่าฉันคงไม่ต้องทำงานซักเดือนเป็นอย่างน้อย คำถามประเภท

..... "แต่งงานยัง....."   ...."มีแฟนยัง....."   ......"แล้วเมื่อไหร่จะแต่ง......" 

เมื่อต้องตอบคำถามซ้ำๆ เดิมๆ บ่อยๆ เข้าความจี๊ดก็เริ่มแทรกเข้าไปในกบาล  จากคำตอบปฏิเสธแบบเรียบง่าย plain plain พร้อมใบหน้าที่ระบายไปด้วยรอยยิ้ม  ก็เริ่มเกิดอารมณ์อยากสร้างสรรค์คำตอบแก้เบื่อให้ตัวเอง  จากคำตอบง่ายๆ สั้นๆ แค่ว่า "ยังหรอกค่ะ".... "ยังหาไม่ได้เลยค่ะ".....

ก็อาจเริ่มมีคำตอบประมาณ

"ยังยุ่งอยู่...."       "ช่วงนี้ยังไม่ว่างจ้ะ...."      "บนคานอากาศดีนะ....."     "เมื่อยังหามีภัยไม่ ก็อย่าหาภัยมาใส่ตัว....."

สารพัดสารพันที่จะพอนึกออก  โถ....แต่งงานนะคะคุณ มันไม่ใช่กิจกรรมที่เรานึกอยากจะทำตอนไหนก็ทำได้เหมือนไปฟิตเนส หรือเดินตลาดนัดซะเมื่อไหร่  แถมยังไม่ใช่กิจกรรมที่เราสามารถเลือกที่จะทำเองคนเดียวได้ซะด้วย  และยิ่งสมัยนี้มักจะเกิดกรณีคล้ายๆ กันซะด้วยที่ว่า เจ้าสาวน่ะพร้อมนานแล้ว  แต่เจ้าบ่าวน่ะสิ.....อยู่ไหนหว่า

ช่วงนี้เราก็ได้แต่อดทน ตั้งหน้าตั้งตาอมยิ้มคอยตอบคำถามและครีเอทคำตอบใหม่ๆ ต่อไป  รอให้เกินเลขสามเมื่อไหร่เชื่อว่าตอนนั้นคนคงเลิกถามเพราะเบื่อที่ถาม หรือไม่ก็คงเพราะไม่เห็นประโยชน์อีกต่อไปที่จะถาม

วันนี้เรามาเป็นเพื่อนเจ้าสาวครั้งแรกในชีวิต

สักเกือบเดือนที่แล้วเรารับโทรศัพท์จากดวงพร เพื่อนสนิทสมัยมัธยมที่ห่างหายกันไปนานตามระยะห่างของช่วงวัยที่ผ่านเลย

"แก....ฉันมีเรื่องจะรบกวน  ต้นเดือนหน้าแกว่างอะเปล่า"

"อย่าบอกนะเว้ยว่าแกจะแต่งงาน...." ฉันดักคอ

คำตอบรับสั้นๆ ของดวงเรียกเสียงกรี๊ดของฉันซะลั่นออฟฟิศ  ก็สมัยเรียนเราเคยสัญญากันมั่นเหมาะว่าเกิดใครซักคนจะแต่งงานขึ้นมา เราจะต้องได้ไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวของกันและกัน  และตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิตฉันก็ไม่เคยได้รับเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ใครมาก่อนเลย  งานนี้จึงเรียกได้ว่าใหม่แกะกล่องทั้งเพื่อนเจ้าสาวและตัวเจ้าสาวเอง

ก่อนวันงานหนึ่งวันดวงขับรถมาหาฉันที่บ้านด้วยสีหน้าอิดโรย เหน็ดเหนื่อยหนักหนา

"แกเอ๊ย.....ฉันขอบอก  อย่าแต่งแหละดีแล้ว.... หนีตามกันไปโลด  เหนื่อยชิบ...."  Bride-to-be บ่นกะปอดกะแปด ก่อนจะนัดแนะคิวงานและกำหนดการของงานที่จะเกิดในวันรุ่งขึ้นกับฉันในรายละเอียด

งานของเพื่อนเจ้าสาวอย่างฉันเริ่มตั้งกะตีสี่  เมื่อต้องไปอยู่เป็นเพื่อนให้เจ้าสาวแต่งหน้าเพื่อรอตักบาตรทำบุญเช้าตามฤกษ์ในตอนหกโมงเช้า  ฉันไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเตรียมโด๊ปเจ้าสาวด้วยกาแฟและขนมปังก่อนเริ่มงาน ป้องกันเจ้าสาวเป็นลม และคอยดูแลเสื้อผ้าหน้าผม ซับมัน  เติมแป้ง  เติมลิปให้เจ้าสาวสวยเป๊ะพร้อมจะรับแขกและถ่ายรูปได้ตลอดเวลา

งานส่วนที่ฉันประทับใจที่สุดเป็นส่วนของการรดน้ำสังข์  ด้วยเป็นครั้งแรกที่ได้ไปยืนอยู่หลังตั่งรดน้ำของเจ้าสาวตามหน้าที่ จึงเป็นโอกาสให้ฉันได้ซึมซับทุกรายละเอียดทุกความรู้สึกอย่างใกล้ๆ  ได้ฟังทุกคำอวยพรที่แขกผู้ใหญ่ที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวเคารพรักกล่าวอวยพรแก่เจ้าบ่าวเจ้าสาว  แค่ยืนสังเกตุการณ์แค่นั้นฉันก็ถึงกับน้ำตาปริ่มในบางช่วง  คำอวยพรที่เราฟังดูเหมือนจะเชย ได้ยินจนชินหูอย่าง 

"ขอให้รักกันมากๆ "

"อยู่ด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรนะลูกนะ"

"อยู่ด้วยกันต้องใช้ความอดทน  มีอะไรให้อภัยกันนะจ๊ะ  ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะ"

"ฝากน้องด้วยนะลูก...."

เมื่อมาจากบุคคลอันเป็นที่รักอย่างคุณพ่อคุณแม่  ญาติผู้ใหญ่ และมิตรสหายอันเป็นที่รัก กลับกลายเป็นคำพูดที่ส่งตรงได้ถึงหัวใจอย่างที่สุด  คงเพราะมันเป็นคำพูด คำแนะนำ และคำสอนที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาดีจากใจ  พลังทางบวกนั้นต่างหากที่สั่นหัวใจของคนฟังให้ซาบซึ้ง

และในงานนี้คนที่หลั่งน้ำตาคนแรกและคนเดียวคือ ป๊า..... คุณพ่อของเจ้าสาว

ด้วยความที่ฉันรู้จักป๊ามาตั้งแต่เด็กๆ  ฉันจึงได้รู้ได้เห็นว่าป๊าเป็นพ่อที่รักลูกมากเหลือเกิน บางครั้งดูเหมือนป๊าจะเข้มงวด แต่ในความเข้มงวดนั้นฉันรู้ว่าป๊าดูแลทะนุถนอมลูกสาวคนนี้มาอยางถึงขั้นที่เรียกได้จริงๆ ว่า "ริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม"

ในระหว่างรดน้ำสังข์ ป๊าแทบจะไม่ได้พูดอะไรเลย  ป๊าอาจจะนึกคำพูดอะไรไม่ออกด้วยซ้ำในวินาทีนั้น  แต่เมื่อหลั่งน้ำสังข์ลงบนมือที่พนมของลูกสาว  ป๊าเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรออกมาซักอย่างแต่สุดทางที่จะกล่าวเป็นคำพูด แว่บหนึ่งที่ป๊าเหลือบขึ้นมาสบตาฉันที่มองดูอยู่  ฉันเห็นรอยใจหายในสายตาของป๊า พร้อมทั้งก้อนสะอื้นที่ป๊าพยายามเก็บไว้ ..... น้ำตาฉันกลบตา   ฉันคิดว่าฉันเข้าใจดีว่าป๊ารู้สึกอย่างไร....

......

ในโลกที่คนเริ่มหมดศรัทธาในความรัก  เริ่มสงสัยถึงการมีอยู่ และเฝ้ารอคอยการมาถึงของ soulmate หรือคู่แท้ ฉันคิดว่าอย่างน้อยวันนี้ฉันก็ได้เห็น "ตัวจริงเสียงจริง" แล้วอีกหนึ่งคู่

ฉาก : โรงพยาบาล หน้าห้องเอ๊กซ์เรย์

ในระหว่างที่นั่งรอคิวเรียกเข้าพบคุณหมอ  ฉันบังเอิญได้เห็นคุณยายแก่ๆ ผมหงอกขาวโพลน ในชุดผ้าถุงเก่าๆ แบบชาวบ้านชนบทนั่งอยู่บนรถเข็นทีกำลังเข็นผ่านหน้าฉันมาช้าๆ  รถเข็นคันนั้นสูงพอที่จะทำให้มองเห็นแค่ส่วนศรีษะของบุรุษพยาบาลที่โผล่พ้นออกมาเหนือพนักที่นั่ง  รถเข็นค่อยๆ เคลื่อนผ่านมาอย่างเชื่องช้า  ฉันได้แต่นึกเอ็นดูความใจเย็นของคุณบุรุษพยาบาลที่คงพยายามเข็นรถช้าๆ เพื่อให้คุณยายนั่งได้สบายๆ

เมื่อรถเข็นเลื่อนผ่านมาตรงหน้าฉันจึงได้เห็นว่า ข้างๆ บุรุษพยาบาลเป็นคุณตาแก่ๆ หลังงองุ้ม ที่ค่อยๆ ก้าวตามมาอย่างเชื่องช้า  มือหนึ่งของคุณตาจับอยู่ที่พนักรถเข็น  อีกมือหนึ่งที่เหี่ยวแห้งจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนนั้นเกาะกุมไม้เท้าไว้มั่น  แม้แต่ละก้าวของคุณตาจะดูไม่มั่นคงนัก  แต่คุณตาก็พยายามที่จะเคลื่อนตัวตามรถเข็นนั้นให้ทัน

ไม่ต้องสงสัยว่าคุณตาเป็นสามีของคุณยายที่กำลังป่วย  เพราะเสียงของคนไข้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉันกล่าวพากย์ขึ้นมาว่า

"นี่ล่ะ... คูนี้ล่ะ เห็นกันเป็นประจำ  แกไปไหนไปด้วยกันตลอด..... อย่างนี้สิเนาะที่เค้าเรียกว่าอยู่จนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรของจริง"

ฉันได้แต่มองภาพคุณตาที่เกาะรถเข็นของคุณยายเดินกระงกกระเงิ่นตามไปด้วยรอยยิ้ม 

ยิ้ม....ทั้งหัวใจ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ซึ้งจังค่ะพี่ บรรยายเห็นภาพเลย คุณตากับคุณยาย...

พี่ก้อยคะ อย่าพึ่งหนีลงมาล่ะคะ รอปอมด้วย เดี๋ยวขึ้นไปจอยน์บนคาน ฮ่าๆๆๆๆ
#1  by  blind bookworm At 2009-03-06 17:05, 
ผมยิ้มตามเนื้อหาไปทั้งหัวใจเหมือนกันครับ big smile
#2  by  เชน หยินและหยาง At 2009-03-06 18:08, 
บอกด้วยนะคะว่าอยู่บนคานเป็นไง เพราะเกดคงไม่ได้อยู่แน่ ๆ ฮิฮิฮิbig smile
#3  by  ลูกเกด At 2009-03-12 20:39, 

<< Home