และแล้ววันนี้ก็มาถึง... เป็นเวลากว่าปีที่เดินผ่านไปผ่านมาแถว Victoria Station ใจกลางกรุงลอนดอน เป็นเวลากว่าปีที่แหงนเงยดูป้ายโฆษณาละครสีเขียวสะท้อนแสงที่แสนจะแจ่มจ้าดึงดูดใจ ภาพใบหน้าสีเขียวของสาวสวยภายใต้หมวกแม่มดยอดแหลมโชว์ริมฝีปากสีแดงแช้ด กับรอยยิ้มที่แฝงเลศนัยไม่แพ้โมนาลิซ่า เร่งเร้าความอยากดูทุกครั้งที่เดินผ่านโรงละคร แต่ก็นั่นล่ะ ช่วงที่ Musical เรื่องนี้เปิดตัวครั้งแรกที่ลอนดอนเมื่อเดือนกันยาปีที่แล้ว (2006) เราก็รู้แก่ใจว่า คงต้องรออีกเป็นปี กว่าจะฟันฝ่าหาตั๋วราคาระดับสบายกระเป๋าและฝ่าด่านคลื่นคอละครเพลงที่จะหลั่งไหลมาชมละครเรื่องใหม่ล่าสุดของ West End เรื่องนี้ได้.... และเราก็รอ ร้อ รอ ด้วยความอดทน.... จนในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่เราจะไม่ได้แค่เดินผ่านหน้าโรงละครแล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มทักทายแม่มดสาว แต่วันนี้เราจะเดินตรงเข้าไปกลางโรงละครทีเดียวเชียว
Apollo Victoria Theatre บ้านอย่างเป็นทางการของ Wicked The Musical นับว่าเป็นโรงละครในลอนดอนที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เราดูละครเพลงในที่นี่มา ไม่แน่ใจว่าอาจจะมีโรงใหญ่กว่านี้หรือเปล่า อันนี้ไม่ได้เช็คข้อมูล และก็เพราะยังดูไม่ครบทุกเรื่อง แต่ตั้งแต่เดินเข้ามาในโรงละครก็ถึงขั้นแอบอึ้ง เพราะที่นั่งชั้น Circle หรือชั้นสองของเรา ก็ดูไกลห่างจากเวทีมากเสียจนใจหาย ผิดจากละครฟอร์มยักษ์เรื่องอื่นที่ดูมาที่ส่วนใหญ่ขนาดโรงละครจะกระจุ๋มกระจิ๋มพอที่จะดูได้สบายตา และรู้สึกใกล้ชิดตัวละครมากพอแม้จะไม่ได้นั่งติดขอบเวทีก็ตาม ตามปกติแล้วเราชอบดูละครแบบ 180 องศา คือชอบดูมันทั่วๆ ทั้งเวทีในคราวเดียวไม่ชอบจดจ่ออยู่กับจุดใดจุดหนึ่งเฉพาะ แต่คราวนี้รู้สึกว่าที่นั่งไกลมากจริงๆ เกรงว่าจะไม่ได้เห็นสีหน้าแววตาของแม่มดสองตัวเอกของเรื่องเต็มๆ เลยจำต้องพึ่งตัวช่วยเป็นกล้องส่องทางไกลเล็กๆ ที่มีให้เช่าตรงหน้าเบาะที่นั่ง พอให้ส่องดูได้เวลาที่ตัวละครไม่เคลื่อนไหวมากนัก
Wicked เป็นเรื่องราวภาคก่อนของหนังคลาสสิคเรื่องดังที่ส่งให้ Judy Garland เป็นหนึ่งในตำนานสาวน้อยโดโรธีกับรองเท้าแก้วมหัศจรรย์ใน Wizard of Oz เราเองเพิ่งจะเคยดู Wizard of Oz เอาจริงๆ ก็เมื่อปีสองปีที่แล้วมานี่เอง อยู่ที่นี่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ดังมาก จนเดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นDVD วางขายเกลื่อนไปหมด ไปที่ไหนก็เจอ เลยหยิบมาดูซะหน่อย เรื่องราวของสาวน้อยบ้านนอกที่หลงเข้าไปในดินแดนพ่อมด ผจญภัยไปกับมนุษย์ประหลาด อย่างหุ่นไล่กาพูดได้ มนุษย์โลหะ สิงห์โตจอมขี้ขลาด ลิงมีปีกบินได้ อะไรพวกนั้น จนท้ายที่สุดได้เจอกับแม่มดขาวที่แสนจะใจดี และแม่มดเขียวใจร้าย สาวน้อยก็ได้ต่อสู้จนฆ่าแม่มดเขียวตายได้สำเร็จด้วยการสาดน้ำใส่จนแม่มดละลายตายไป (แหม่....ตายง่ายจริงๆ )
Wicked ก็เลยจับความดังคลาสสิคของนิยายและหนังดังเรื่องนี้มาผูกเรื่องต่อโดย Gregory Maguire นักเขียนนวนิยายที่เอาแรงบันดาลใจจากเรื่องของแม่มดขาวแสนดีและแม่มดเขียวตัวร้ายมาผูกเรื่องราวเล่าความสัมพันธ์ของตัวละครดำขาวสองตัวนี้ ตั้งแต่ก่อนที่ทั้งสองจะกลายมาเป็นคู่คนละขั้วอย่างที่เห็น ละครเล่าเรื่องราวของ Galinda หรือ Glinda แม่มดแสนสวย สาวป๊อปปูล่าผู้แสนจะร่าเริงประจำมหาวิทยาลัยแม่มด ผู้ซึ่งจับผลัดจับผลูต้องมาเป็นรูมเมทกับ Elphaba แม่มดสาวผู้มีความฉลาดและความสามารถทางเวทย์มนต์เป็นเลิศ หากแต่ด้วยความที่เธอเกิดมามีร่างกายเป็นสีเขียวทั้งตัว ทำให้เป็นที่รังเกียจและหวาดกลัวต่อคนทั่วไป แม้แต่กับคนในครอบครัวของตัวเอง ทำให้ Elphaba ไม่เคยได้รับความรักหรือมิตรภาพจากใครเลย และเพราะความแตกต่างอย่างสุดขั้วนี้เอง เมื่อทั้งสองมาเจอกันก็เกิดไม่ถูกชะตากันตั้งแต่แรกพบ หากก็มีเรื่องราวหลากหลายที่ช่วยทำให้มิตรภาพของสาวน้อยทั้งคู่ก่อตัวงอกงามขึ้น จนในท้ายที่สุดได้กลายเป็นเพื่อนรักกัน เพียงแต่ Elphaba โชคร้ายที่สถานการณ์บีบบังคับพาให้ตกกระไดพลอยโจน ถูกโยนบาปจนโดนตราหน้าว่าเป็นแม่มดผู้ชั่วร้ายตามชื่อเรื่อง Wicked ไปในที่สุด หากถึงแม้ใครๆ จะมองว่าเธอแสนร้ายแสนเลวอย่างไรก็ตาม Elphaba ก็รู้แน่แก่ใจว่าเพื่อนแท้คนเดียวในชีวิตที่เธอมีอย่าง Glinda เป็นผู้เดียวที่เข้าใจเธอ และรับรู้เรื่องราวทุกอย่างทั้งหมด (พร้อมๆ กับที่คนดูทุกคนรู้) หลักๆ แล้วเรื่องอาจจะต้องการสื่อให้เห็นว่า สิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่เราคิดว่าเป็น ในความเป็นจริงแล้วอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราเข้าใจก็ได้ อย่าง Elphaba ซึ่งความจริงแล้วเป็นคนดี แต่ด้วยรูปลักษณ์และความที่ไปอยู่ผิดที่ผิดทางผิดเวลาทำให้คนเข้าใจเธอผิดๆ จนต้องกลายเป็นแม่มดใจร้ายในสายตาคนอื่นไปในที่สุด
ละครเรื่องนี้เป็นละครที่ดูได้ทั้งครอบครัว ในด้านเนื้อหาก็เป็นแฟนตาซีผจญภัยในโลกความฝันอย่างที่เด็กๆ ชอบ ในขณะเดียวกันก็เล่าเรื่องมิตรภาพของทั้งตัวละครเพื่อนรักทั้งสอง พร้อมสอดแทรกด้วยเรื่องราวความรักสามเส้าของสองแม่มดสาวกับชายหนุ่มสุดหล่อให้สาวๆ ได้กรี๊ดกร๊าดกัน แถมด้วยมุขตลกๆ ที่เกิดจากความแตกต่างสุดขั้วสองสาวให้ได้ขำกันกลิ้งอีก เรื่องนี้เลยเป็นอีกเรื่องที่น่าจะเรียกได้ว่ามีผสมๆ คละๆ กันไปทุกรส เป็นเรื่องเบาๆ ที่ดูแล้วก็เพลินดี เพลงก็เพราะมากด้วย จะแตกต่างจากเรื่องอื่นหน่อยคือเรื่องนี้จะชูประเด็นความรักและมิตรภาพของเพื่อนที่แตกต่างกันในทุกๆ ด้านเป็นหลัก มากกว่าจะเน้นไปในเรื่องความรักหนุ่มสาวเหมือนละครเรื่องอื่นๆ พระเอกเรื่องนี้จึงน่าสงสารหน่อย เพราะบทจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนพระเอกเรื่องอื่นๆ เก่งก็ไม่เก่ง ฉลาดก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ พระเอกเลยทำหน้าที่เป็นแค่เจ้าชายรูปงามผู้ซึ่งเป็นที่หมายปองของสองสาวเพื่อสร้างปมขัดแย้งอีกปมขึ้นมาประมาณนั้น
แต่สิ่งที่เสียดายเป็นที่สุดคือเกิดแจ็กพ็อตเอารอบที่เราไปดู ตัวละครเอกทั้งคู่คือทั้ง Galinda กับ Elphana ต้องใช้ตัวแสดงแทนหรือ understudy เล่นทั้งคู่ เพราะตัวหลักที่เป็นจุดขายของโรงละครในตอนนี้อย่าง Kerry Ellis ผู้รับบท Elphaba (คนนี้เราเฝ้ารออยากจะดูเธอแสดงมาก เพราะเคยฟังเสียงแล้วติดใจ เราชอบเสียงเธอมากกว่าต้นฉบับ Elphaba ของ Broadway อย่าง Idina Menzel ซะอีก) และ Dianne Pilkington ผู้รับบท Glinda ไม่อยู่ทั้งคู่ จริงๆ เราก็ไม่ได้ว่าตัวแสดงแทนจะแสดงได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นหรอก แต่ไม่รู้จะเป็นเพราะความเกร็ง หรือความที่ไม่ได้เล่นบ่อยจนเจนเวทีเหมือนเจ้าของบทจริงๆ มันเลยเกิดอาการขาดๆ เกินๆ ยังไงก็ไม่รู้ ที่น่าสงสาร(คนดู) คือนักแสดงหลักทั้งคู่ร้องเพลงเพี้ยนเป็นช่วงๆ อย่าง Glinda เปิดตัวออกมาเธอต้องร้องเพลงโน้ตเสียงสูงมากประมาณโอเปร่า แต่ Glinda รอบนี้ร้องไม่ถึงโน้ตอย่างฟังได้ชัดเจน จนทำเอาคุณยายฝรั่งที่นั่งข้างๆ เรา บ่นพึมออกมาเลย "Oh... she's terrible...." ส่วนตัว Elphaba โดยรวมจะควบคุมเสียงร้องได้ดีกว่า แต่ก็มาพลาดเอาตรงเพลงเอกของตัวเองอย่าง Defying Gravity เพลงปิดองค์หนึ่งพอดี ช่วงขึ้นเสียงสูงเธอกรีดเสียงเสียจนเสียงแตกพร่า ทำเอาเราซึ่งนั่งลุ้นตัวเกร็งมาโดยตลอดถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจทีเดียวเชียว สรุปว่านางเอกทั้งสองคนในรอบนี้แลกหมัดเจ็บตัวกันไปคนละหมัด เพราะพลาดพอๆ กัน วันนี้เลยดูละครไม่สนุกเลย เพราะแทนที่จะได้ปล่อยใจไหลลอยไปกับเนื้อหาละคร เรากลับต้องแบ่งใจมานั่งลุ้นตัวละครให้ร้องเพลงยากๆให้รอดแทน
ที่เหนื่อยที่สุดอีกอย่างคือคนดูที่นั่งข้างๆ ปกติไปดูละครเรื่องอื่นๆ คนดูส่วนใหญ่จะรู้มารยาทของการดูละครเป็นอย่างดี ดูอย่างมีสมาธิจดจ่อเรียบร้อย แต่รอบนี้เราดันได้ที่นั่งข้างๆ กลุ่มนักเรียนวัยรุ่นซึ่งคงเป็นโรงเรียนพามาดูละครเป็นคณะหรืออะไรซักอย่าง เด็กวัยรุ่นพวกนี้คุยกันขโมงโฉงเฉงตั้งแต่ละครยังไม่เริ่มดี จนละครเริ่มก็ยังเมาท์ไม่เลิก กระซิบกระซาบกันเกือบตลอดเรื่อง แม้ว่าคุณครูจะพยายามหันมาปราม มาห้าม มาดุ ยังไง ไอ้เด็กพวกนี้มันก็ไม่เลิกเมาท์ คนดูอื่นๆ ที่นั่งรอบๆ ก็ไม่น้อยหน้าควักถุงขนมกรอบแกรบ หมากฝรั่ง อาหารมาเคี้ยวกันกรุบกรับหนุบหนับตลอดเวลา ทำเหมือนยังกะดูหนังโรงยังไงยังงั้น ทำเอาเราหงุดหงิดดูละครไม่สนุกไปเลย....
เฮ้อ.... ท่าทางว่าจะต้องหาโอกาสแก้ตัวใหม่คราวหน้าซะแล้ว
edit @ 30 Dec 2007 05:58:20 by Barai: Oh... I am Fortune's Fool
มาสเตอร์แชมป์