2009/Oct/02

"ถามอะไรแปลกๆ"  น้องสาวเราว่าระหว่างที่นั่งรถไปด้วยกัน

นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ในชีวิตที่มักจะมีคนบอกว่าเราชอบคิดอะไรแปลกๆ หรือถามคำถามอะไรแปลกๆ เราอาจจะต้องเริ่มเชื่อแล้วมัง เมื่อคนเหล่านั้นมักเป็นกลุ่มเพื่อนหรือบุคคลใกล้ชิดโซนหนึ่งของเราทั้งนั้น

เรื่องของเรื่องก็ไม่ใช่อะไรหรอก บังเอิญวันนี้เราขับรถผ่านวัดวัดหนึ่ง แล้วสายตาเราก็เหลือบปั๊ปไปเห็นเมรุเผาศพที่อยู่ในวัด อยู่ๆ เราก็คิดขึ้นมาพร้อมกับที่ปากก็พูดลอยๆ ออกไปว่า

"อยากรู้จังเนาะว่าเวลาเราตาย เราจะถูกเผาที่วัดไหน....." 

เราว่ามันคงเป็นหนึ่งในคำถามที่เราคงไม่มีวันได้รู้คำตอบจริงๆ เพราะต่อให้เขียนพินัยกรรมไว้ว่าอยากถูกเผาที่ไหนอย่างไร พอตายไปจริงๆ แล้วเราก็คงไม่มีวันรู้อยู่ดีว่าคนข้างหลังเขาจะเมตตาจัดการให้ตามประสงค์ของเราหรือเปล่า  หรือถ้าแย่ยิ่งไปกว่านั้น.... ถ้าบุญกรรมนำไป เราอาจจะไม่มีโอกาสแม้จะได้ถูกเผาด้วยซ้ำ... ไม่เป็นศพไร้ญาติถูกทิ้งไว้ตามป่าละเมาะแถวใดแถวหนึ่งก็บุญถมไปแล้ว

"เจ๊....ไม่มีใครเค้าคิดจะถามคำถามอะไรแบบเจ๊หรอกรู้เปล่า..." น้องเราว่าเข้าให้

เรายิ้มขำๆ น้อง อาจจะเป็นแค่เพราะคนส่วนมากไม่ค่อยอยากนึกถึงความตายกันละมั้ง  พอเวลาใครพูดเรื่องเป็นตายขึ้นมาทีไร เลยออกจะเป็นที่กระอักกระอ่วนในวงสนทนา หรือกลายเป็นคนที่ดูอมทุกข์อมโศกอะไรไปนู่น  เหตุหลักๆ คงเพราะไม่มีใครซักคนอยากจะตายหรือแม้แต่จะยอมเชื่อว่าสักวันมันก็จะต้องถึงคิวของเราที่จะต้องหมดลมหายใจ  ความตายเลยเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดที่ทุกคนพยายามลืมเลือน เสมือนกับว่าถ้าไม่พูดถึงแล้วมันจะไม่เกิดขึ้นกับเราอย่างนั้น  แปลกดีเนาะ เราฉลองวันเกิดกันเป็นงานบันเทิง เป็นบ้าเป็นหลังกันทุกปี ไม่มีใครคิดจะฉลองว่านี่ก็อีกปีแล้วสินะที่ความตายเข้ามาใกล้

ทำไมเราคิดเรื่องตายบ่อยๆ ก็ไม่รู้  เข้าใจเหมือนกันว่าอาจจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกไม่สบายตัว เลยพยายามไม่พูดถึงบ่อยๆ แต่ขนาดไม่บ่อยก็คงจะบ่อยเกินเกณฑ์ปกติอยู่บ้าง  แต่แม้ว่าเราจะคิดถึงความตายบ่อยๆ เราก็ไม่คิดจะทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการสิ้นคิดแต่อย่างใด และชีวิตเรามันก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นต้องหาวิธีขี้โกงโชคชะตาด้วยการหาทางออกง่ายๆ โดยไม่ต่อสู้

แค่ถึง ณ เวลานี้  วัยนี้  เราเริ่มรู้ซึ้งขึ้นทุกวันๆ ว่าชีวิตมันเป็นทุกข์จริงๆ ด้วยว่ะ  ต่อให้มีความสุขบางๆ มาเคลือบฉาบหน้าลวงไว้ เนื้อหาจริงๆ ของชีวิตมันก็ทุกข์ทั้งนั้น  และยิ่งแก่ตัวลง เราก็ยิ่งมองเห็นความทุกข์ชัดขึ้นๆ ทุกข์หลักๆ ก็คงเกิดจากความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อะไรที่เราไม่อยากให้มันเปลี่ยนมันก็เปลี่ยน  อะไรที่เราอยากให้มันเปลี่ยนใจจะขาดมันกลับไม่ยอมเปลี่ยน  และก็แค่ไอ้เรื่องความไม่คงที่  เปลี่ยนแปลงนี่แหละ ที่มันเปลี่ยนรูปเข้ามาในแบบต่างๆ มาเป็นบททดสอบของชีวิต  เพื่อนหรือคนรักๆ กัน เคยดีๆ กันอยู่  อยู่ๆ มีเรื่องต้องเลิกคุยเลิกคบ  เขาเปลี่ยนเราเปลี่ยน ก็ต่างคนต่างทุกข์  เขาเปลี่ยนเราไม่เปลี่ยน หรือเขาไม่เปลี่ยนแต่เราเสือกเปลี่ยน เอ้า...ก็ทุกข์อีก  ทุกข์ซ้ำทุกข์ซาก  ซ้ำไปซ้ำมาจนเริ่มสงสัยเข้าจริงๆ ว่าถ้าถ่วงน้ำหนักเวลาในชีวิตจริงๆ ที่เรียกว่าสุข กับเวลาที่ทุกข์นี่  เชื่อว่าเวลาทุกข์จะมีน้ำหนักมากกว่าซะจนชนะขาดลอย  และคงจะมีต่อไปจนกว่าเราจะชินชากับมันจนเรียนรู้ที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยได้

หรือเราจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปซะแล้วหนอนี่หนอ.....

วันนี้ก็มีเรื่องให้ทุกข์อีก  แต่บังเอิญที่ว่า ... I've been through something much worse... ไอ้ทุกข์วันนี้ก็ทุกข์เหมือนกันละวะ แต่เคยแย่กว่านี้มาแล้ว มันเลยเหมือนมีเซรุ่มต้านทานอยู่บ้าง  เมื่อก่อนเคสเดียวกันนี้เคยร้องไห้อยู่เป็นเดือน  พอมาเคสคล้ายๆ เดิมวันนี้ ก็ยังร้องไห้เหมือนกัน  แต่เหลือแค่วันเดียว ตาบวมเสร็จก็จบเรื่อง  น้ำตาไม่เหลือให้ไหลทำมิวสิคเรื้อรังวุ่นวายเหมือนเคยอีก  แล้วก็แปลก  ตอนนู่นถึงขั้นจะเป็นจะตาย ขนาดว่า...

ยามกินลืมกินสิ้นรส        กลืนกำสรดเช้าเย็นเป็นภักษา....

แต่วันนี้ เรื่องคล้ายๆ เดิม  ยังทำให้เศร้าอยู่  แต่เราก็ยังหายใจได้ กินได้ นอนได้อยู่นี่หว่า... ไม่หนักหนาอะไรนี่เนาะ

จะมีหรือไม่มีใครในชีวิตมันก็ไม่ได้ต่างกันมากแล้วละมั้ง  เพราะอีกไม่นาน  ไม่เกิน 60 ปี แน่นอน  แม้แต่ตัวเองที่เรารักกว่าใครนักหนาก็จะไม่เหลือ.... แม้แต่ชีวิต

เหมือนกันทุกๆ คน....

 

 

 

 

2009/Sep/15

ถึงวันนี้ฉันสอนหนังสือมา 12 ปีแล้ว!!! Oh my god! 12 ปี ถ้ามีลูกป่านนี้คงเริ่มเข้าวัยสาว ฉันเพิ่งตระหนักว่าตัวเองอยู่ในอาชีพนี้มานานนักหนาก็เมื่อได้รับหนังสือรับรองสถานภาพการทำงานของตัวเองมาวันนี้ 12 ปี มันเร็วขนาดนี้เชียวเนาะ Time does fly.

12 ปีที่แล้ว เมื่อฉันเริ่มเป็นอาจารย์สอนหนังสือเป็นครั้งแรก ถ้าอาจารย์อย่างฉันเป็นขนมก็คงเรียกว่าเป็นอาจารย์แบบ freshly baked from oven เชียวแหละ ตอนนั้นฉันเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ หมาดจริงๆ เป็นบัณฑิตครึ่งตัวที่ยังไม่ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาเลยด้วยซ้ำตอนที่เริ่มงานสอน เอาเป็นว่าพอถอดชุดนักศึกษาในเทอมนี้ปุ๊ป เทอมหน้าก็เริ่มใส่ยูนิฟอร์มคุณครูกันเลยทีเดียว ตอนนั้นฉันแอบตื่นเต้น แอบหวั่นหวาด แต่ก็ปนกับความตื่นเต้นรอคอยกับบทบาทใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า ฉันไม่เคยเป็นครูมาก่อน ไม่เคยสอนใครเป็นเรื่องเป็นราว แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ฉันยุ่งยากใจอะไรนัก คงเพราะความที่ฉันก็เป็นนักเรียนมาตลอดชีวิต ประสบการณ์การอยู่ในห้องเรียนแน่นปั๋ง ฉันจึงวาดฝันถึงคุณครูในอุดมคติแบบที่ฉันอยากเจอ อยากเรียนด้วย และพยายามที่จะเป็นครูแบบนั้น

 ชั่วโมงแรกที่เดินเข้าห้องเรียน เจอนักเรียนปีหนึ่งหน้าเด๋อด๋า แก้มใส เหม็นใหม่ด้วยกันทั้งครูทั้งศิษย์ แต่ด้วยความที่วัยห่างกับลูกศิษย์แค่นิดเดียวทำให้ห้องเรียนของเราเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ลองผิด ลองถูกกันทั้งผู้สอนผู้เรียน การเรียนการสอนของเราตอนนั้นเน้นความสนุกสนานเป็นหลัก แต่ละชั่วโมงที่สอนไม่มีเสียล่ะที่จะไม่หาเกมให้เด็กเล่น จนบางครั้งหนักมือไปหน่อยทำสียงดังถล่มทลายกันซะจนอาจารย์ผู้ใหญ่ที่สอนห้องข้างๆ ต้องปรามจนอาจารย์สาวหน้าจ๋อย กลับมานั่งนึกถึงตอนนั้น ความหนักแน่นในเชิงวิชาการของเราคงไม่เท่าไหร่ มีหลายต่อหลายครั้งที่ไม่สามารถหาวิธีอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะขาดประสบการณ์ แต่อย่างหนึ่งที่เรียนรู้จากการปฏิบัติคือ การเป็นครูสำคัญที่สุดที่การสื่อสารที่ต้องชัดเจน ตรงประเด็น และต้องใช้คำพูดที่ถูกจริตเด็ก สิ่งที่ยากที่สุดคือการหาความสมดุลระหว่างความรับผิดชอบในเชิงวิชาการ (คือต้องมั่นใจว่าข้อมูลที่จะส่งต่อให้เด็กนั้นถูกต้อง) และความสนุก (คือจะทำยังไงที่จะกระตุ้นความสนใจเด็กให้ใส่ใจในเนื้อหาวิชาการที่หนักหนาเหล่านั้น) และจนถึงตอนนี้ 12 ปีผ่านไป ประสบการณ์เราอาจจะมีมากขึ้นเป็นของแน่ .... แต่การทดลองเพื่อหาความสมดุลระหว่างเนื้อหากับความสนุกของเรายังไม่จบ และน่าจะไม่มีวันจบ….

12 ปีที่แล้ว เราอยากจะเป็นอาจารย์สุดป๊อปเหมือนในหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่รักและใส่ใจเป็นเพื่อนเฮเพื่อนฮาได้กับเด็กๆ เราเพียรพยายามที่จะเป็นอย่างนั้น อยากจะมีมุขตลกเยอะๆ เวลาสอน ทั้งๆ ที่นิสัยเราเองไม่ใช่คนตลก ทั้งก็ไม่ได้มีปฏิภาณอะไรที่จะสร้างมุขปัจจุบันทันด่วนได้ในห้องเรียน สิ่งที่ทำได้คือมีการสร้างสรรค์มุขเก็บไว้ใช้เหมือนเขียนบทละคร มันก็ถูไถใช้ได้บางโอกาสแหละ แต่เราก็รู้ว่ามีบางอย่างที่ขาดหาย และเพราะเราอยากจะสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้สดใสเป็นกันเอง เราจึงจำต้องใส่ใจกับเสื้อผ้าหน้าผม อย่างน้อยถ้าอาจารย์สดใสเด็กก็คงอยากมองอยากเรียนขึ้นมาอีกนิด เราเพียรพยายามจะเป็นอาจารย์ในภาพที่เราฝันจะเป็นแต่ไม่เคยตระหนักหรือยอมรับตัวเองเลยว่าธรรมชาติเราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า 12 ปีที่เลยผ่านจึงเป็นถนนที่ค่อนข้างทรมานจิตใจ

แต่ 12 ปีที่เลยผ่านยังนับเป็นเวลายาวนานพอที่ทำให้เราเรียนรู้นิสัยตัวเองเพิ่มมากขึ้นด้วย เริ่มเข้าใจและยอมรับตัวเองได้ในแบบที่ตัวเองเป็น ตอนนี้เราตระหนักชัดแล้วว่าด้วยนิสัย เราเป็นคนชอบความเงียบ และถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ค่อยจะอยากติดต่อปฏิสัมพันธ์อะไรกับใครมากๆ การเป็นอาจารย์สุดป๊อปท่ามกลางเด็กๆ ที่เราเคยฝันจึงห่างไกลจากความเป็นจริง เราจะพูดๆๆๆ สอนๆๆๆ เล่นๆๆๆ ก็เฉพาะตอนที่เราทำหน้าที่อยู่ในห้องเรียนเท่านั้น นอกห้องเรียนถ้าเป็นไปได้เราแทบจะแว้บหายยยยยยยยยยไปเลยจากชีวิตเด็กๆ จนเดี๋ยวนี้เราไม่รู้เลยด้วยว่าเราเป็นครูที่ดีหรือเปล่า ถ้าเอาอุดมคติมาเป็นบรรทัดฐาน เราก็คงจะห่างไกล ก็ครูที่ไหนหนออยากหนีหน้านักเรียนแถมยังดูไม่ค่อยจะรักใคร่ใยดีเด็กๆ เอาซะเลย ผิดจรรยาบรรณความเป็นครูมากไปไหม

.....

หนูๆ ครูขอโทษนะ ที่ครูดูเหมือนจะเป็นครูที่ใช้ไม่ได้เท่าไหร่ แต่ครูยืนยันได้เต็มปากเพียงอย่างเดียวว่าทุกๆ ชั่วโมงที่ครูเข้าสอนครูให้หนูหมดแล้วทุกอย่างที่ครูมี แต่นอกห้องเรียน ขอครูได้มีเนื้อที่ได้กลับไปเป็นตัวของตัวเองและสนุกสนานอยู่ในโลกจินตนาการของตัวเองอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมีบ้าง เท่านั้นก็คงจะเพียงพอ.....

2009/Sep/04

ห่างหายจากการเขียนบล็อกประมาณสามชาติเศษ

เหมือนๆ อยากจะเขียน  แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะเขียน บางเรื่องก็ส่วนตัวเกินเหตุ เลยคิดว่าจดไว้ในไดอารี่ส่วนตัวน่าจะเหมาะกว่า บางเรื่องก็เรื่องของชาวบ้านซะจนไม่รู้ว่าจะเหมาะไหมหนอที่จะไปยุ่งเรื่องของเขา....

อาจจะเป็นเพราะระยะนี้นอกจากงานจะยุ่ง  แล้วในหัวก็ยังมีเรื่องที่ obsessed วนเวียนซ้ำซากอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง... วนๆ อยู่เรื่องเดิมๆ จนบางทีก็ออกจะเบื่อตัวเองอยู่ไม่น้อย ค่าที่ตรูหนอตรู วันๆ คิดซ้ำซากอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง ไม่เหน็ดไม่เหนื่อยบ้างเลยหนอ

ไปๆมาๆ ด้วยความที่กำลังพยายามฝึกตามความรู้สึกตัวเอง จดจ่อณ ปัจจุบันขณะไปเรื่อยๆ เลยทำให้ความรู้สึกอยากบรรยายความรู้สึกผ่านทางตัวหนังสือหายไป ขนาดไดอารี่ยังเขียนเหลือสั้นกระจุ๊ด เพราะพอจรดปากกาเมื่อไหร่ ในใจมันก็คอยแต่จะบอกตัวเองว่า อยู่กับปัจจุบัน..... อยู่กับปัจจุบัน.....  อ้าว... ซวย... กลายเป็นว่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาและที่อยากเขียนเก็บไว้ กลายเป็นเรื่องอดีตไปแล้วซะงั้น  เลยไม่ควรค่าแก่การจะไปนึกคิดถึงมันอีก เพราะตอนนี้มัวแต่ยุ่งๆ อยู่..... กับปัจจุบันขณะ

.....

ไม่ได้เขียน แต่อย่างน้อยก็ยังคงได้อ่าน

การอ่านเป็นเหมือนกับการกินขนมสำหรับเรา  ถ้าขาดไปชีวิตมันโหยๆ  เหมือนต่อให้กินข้าวจนอิ่มท้องแน่นตื้อ  แต่กระเพาะสำหรับรับขนมคงยังมีที่ว่างให้เติมเต็มได้เสมอ  เมื่อไหร่ที่รู้สึกโหยๆ ใจแห้งๆ หนังสือจะเป็นคำตอบแรกและคำตอบเดียวรอเราอยู่เสมอ  เราเชื่อว่าคนรักการอ่านทุกคนเข้าใจความรู้สึกนี้ดี 

เราไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนรอบตัวเราไม่ค่อยอ่านหนังสือกันเลย  ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวที่นอกจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเรา เราก็ไม่เคยเห็นใครในบ้านซื้อหนังสือ  เพื่อนสนิทโซนหนึ่งของเราทุกคนก็ไม่ใช่หนอนหนังสือ อย่างติวติ้วซึ่งรับข่าวสารด้วยการมอง  การดู  การฟัง และจับมาอนุมานเป็นบทสรุปของตัวเองโดยไม่ (ค่อย) พึ่งพาการอ่าน  นิยาเพื่อนสาวซึ่งเป็นแฟนพันธ์แท้ทีวีและการ์ตูน แต่ปวดหัวตาลายกับตัวหนังสือที่ไม่มีภาพประกอบทุกชนิด  จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังสือประเภทเดียวนอกจากการ์ตูนที่เธอจะซื้อคือพวก Cook book คงเพราะภาพเพียบ  ...

เราไม่รู้ว่าทำไมเราถึงได้กลายเป็นคนชอบอ่าน  ทั้งๆ ที่ที่บ้านไม่มีตัวอย่างของคนรักการอ่านให้เห็น  แม่บอกว่าเราชอบอ่านตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลยด้วยซ้ำ  เพราะตั้งแต่ยังไม่เข้าอนุบาลแม่ก็ว่าเราชอบป้วนเปี้ยนอยู่กับหนังสือพิมพ์และชอบชี้ตัวหนังสือต่างๆ ให้แม่อ่านให้ฟัง  พอยิ่งเริ่มได้กอไก่ ขอไข่ก็เริ่มไปกันใหญ่ เพราะไม่ว่าจะนั่งรถผ่านไปแถวไหน เราก็จะนั่งสะกดป้ายร้านค้าต่างๆ ที่ผ่านตาทุกร้านแล้วอ่านออกเสียงดังๆ ตลอดเวลาจนคนบนรถเมล์มองกันทั้งคันรถ

นึกย้อนไปถึงต้นตอแล้วก็ยากจะรู้เหตุผล  แต่ให้คิดในปัจจุบันเราชอบอ่านคงเพราะอย่างแรกเราชอบภาษาเพราะๆ กับอย่างที่สองการอ่านช่วยสร้างแรงบันดาลใจ .... เวลาที่ใจโหยๆ  หนังสือจากคนเขียนที่เราไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าค่าตา เหมือนกลายเป็นเพื่อนคอยปลอบประโลมว่า เราไม่ได้เป็นคนเดียวในโลกที่รู้สึกหม่นมัวอย่างนี้ คนที่เกิดก่อนเราเป็นร้อยๆ ปีก็เคยรู้สึกไม่ต่าง  ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนชาติไหน ภาษาใดก็ผ่านเส้นทางแห่งความโหยไห้มาไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะอ่านกลอนอกหักของสุนทรภู่  อ่านเชคสเปียร์  หรืออ่านกลอนของท่านประยอม ซองทอง เราก็รู้สึกใจบีบได้ไม่น้อยไปกว่ากัน  หรือเวลาที่หัวใจพองบานหนังสือแนวมองโลกสดใสขำขันในมุมมองสร้างสรรค์ อย่างงานของรอเบิร์ต ฟูลกัม  พี่จิก ประภาส  หรือพี่ดี้ นิติพงศ์ ก็ช่วยให้เรายิ้มได้อย่างเบิกบาน หรือช่วงเวลาที่เบื่อตัวเองจัดๆ จนอยากหนีจากโลกใบแท้ไปสู่โลกสมมุติชั่วคราว เราก็จะหันไปพึ่งพิงหนังสือประโลมโลกย์ เพื่อขอแปลงร่างจากสาวใหญ่ที่ใช้ชีวิตเรียบๆ กึ่มๆ ในชีวิตจริง ไปเป็นสาวน้อยแสนสวยแสนหวานที่เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนคนในนิยายรักแนวชื่นชูใจซักเรื่อง ... แค่นี้ชีวิตก็มีสีสันเกินจะบรรยาย

พักนี้อาจจะอ่านได้ไม่ค่อยกวาดวงกว้างเหมือนเคย เพราะใจคอยแต่จะสนใจหนังสือแนวธรรมะซะมากกว่าแนวอื่น (เป็นไปตามวัย)  และเวลางานที่เบียดบังเวลาว่าง.... แต่ขนมก็คือขนมอ่ะนะ 

ต่อให้เก็บไว้อย่างดีแค่ไหน.....มดก็ตามไปขึ้นจนได้