2008/Jun/26

หายเฮดไประยะใหญ่ๆ ด้วยเกิดเรื่องวุ่นวายทางใจเล็กน้อยในชีวิต ละคงละครเลยไม่ค่อยได้เป็นอันดูซักเท่าไหร่ในระยะนี้.... สองสามอาทิตย์ก่อนหน้านี้แว้บไปดู Musical ที่เดินสายมาเล่นที่โรงละครประจำเมืองมาเรื่องนึง  แต่ตอนนั้นก็จิตตกห่อเหี่ยวซะจนไม่เป็นอันนึกอยากจะเขียน  พอมาวันนี้ฟ้าเริ่มโปร่ง อากาศเริ่มจะสดใส  เส้นขอบฟ้าไกลๆ เริ่มทอประกายให้มองเห็นได้ลิบๆ เลยนึกอยากดูละครสนุกๆ อีกซักเรื่อง  และหวังว่าจะดูได้สนุกขึ้นกว่าช่วงเศร้าซึม

ช่วงฤดูร้อนของอังกฤษเป็นช่วงที่เค้าฮิตเล่นละครกลางแจ้งอย่างยิ่ง  แหม...ก็แต่ละปีจะมีโอกาสให้ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอยู่แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น  แดดแจ๋ๆ นี่ประหนึ่งเหมือนสวรรค์ของฝรั่งอังกฤษเค้าเลย แต่ออกจะนรกเล็กน้อยสำหรับเราผู้มาจากเมืองร้อน  เพราะร้อนแดดที่นี่กับร้อนแดดที่บ้านเรามันต่างกันชัดเจนตรงที่ร้อนบ้านเรามองออกไปก็เห็นๆ อยู่ว่าร้อน เหงื่อก็ไหลไคลก็ย้อย ต้องยืดอกพกร่มกันแดดออกจากบ้านกันเป็นกิจวัตร  แต่ร้อนแดดเมืองฝรั่งนี่ล่อลวงให้เห็นผิดเป็นชอบ แม้จะเห็นอยู่ว่าแดดจัดแต่พอเดินออกจากบ้านไป... แหม.... มันก็ไม่ร้อนเท่าไหร่นี่หว่า เพราะจะมีสายลมเย็นๆ โชยพัดอยู่ตลอดเวลา  มารู้ตัวอีกทีตอนกลับเข้าบ้านอีกทีก็หน้าด่างเป็นชะนีไปซะแล้ว ยูวีเค้าแรงจริงๆ

กลับมาพูดเรื่องละครกลางแจ้งกันต่อดีกว่า  ละครที่เค้านิยมเอามาเล่นกันเยอะที่สุดช่วงฤดูร้อนแต่ละปีก็ไม่พ้นละครของคุณปู่เชคสเปียร์ ผู้ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของวงการวรรณกรรมตะวันตก  คนอังกฤษยังคงชอบดูและคุ้นเคยกับละครเชคสเปียร์ประหนึ่งคนไทยเคยคุ้นกับละครหลังข่าว ละครของคุณปู่ที่เก่าแก่เกือบครึ่งศตวรรษยังคงมีลมหายใจอยู่ได้ในโลกละครที่หมุนเร็วจี๋ในปัจจุบัน  ถ้าอยู่ที่ลอนดอนที่ๆ ห้ามพลาดเลยสำหรับคอละครที่จะต้องไปสัมผัสให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิตคือ Shakespeare's Globe (http://www.shakespeares-globe.org/tourexhibition/) โรงละครที่ตั้งชื่อตามและสร้างเลียนแบบโรงละครทรงกลมของเชคสเปียร์เมื่อกว่าสี่ร้อยปีมาแล้ว และสร้างบนพื้นที่ใกล้เคียงกับซากโรงละครดั้งเดิมของเชคสเปียร์ที่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์อีกด้วย

 

  ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง Shakespeare in Love คงจะพอนึกภาพออกถึงโรงละครทรงกลม  ที่มียกพื้นเป็นเวทีอยู่กลางโรงละคร และแบ่งชั้นที่นั่งตามราคาค่าตั๋ว  ตั๋วถูกที่สุดคือตั๋วยืนที่เค้าเรียกกันว่า Groundling สำหรับยืนชมกันหน้าเวทีเลย (ยืนจริงๆ นะคะ ไม่มีการลากเสื่อหอบมะม่วงน้ำปลาหวานมานั่งจิ้มเหมือนเราดูลิเกกันด้วย ละครเชคสเปียร์ส่วนมากยาวประมาณ 3 ชั่วโมง....ก็ยืนกันขาแข็งแหละค่ะ แต่ข้อดีคือได้อยู่ชิดติดนักแสดงขนาดถึงขั้นน้ำลายกระเซ็นใส่หน้ากันได้เลยทีเดียว) ส่วนชั้นอื่นๆ ก็จ่ายราคาตามความสูงของชั้นค่ะ  ยิ่งสูงยิ่งไฮโซก็ยิ่งแพง  สมัยเชคสเปียร์เองตั๋วแพงที่สุดอยู่ตรงไหนรู้ไหมค่ะ.... ฮ่าๆๆๆ อยู่บนเวทีเลยค่ะ  เค้ามีที่นั่งไฮโซพิเศษเป็นยกพื้นสร้างเหนือเวทีขึ้นไปให้นั่ง เพราะฉะนั้นคนที่นั่งตรงนั้นก็จะได้หันหน้าออกหาผู้ชมคนอื่นตลอดเวลาที่ดูละครด้วย  เด่นกว่านักแสดงซะอีกแน่ะ

อีกที่หนึ่งที่ควรได้ไปถ้าอยู่ลอนดอนคือ Open Air Theatre's Regent Park (http://www.openairtheatre.org/index.html) โรงละครเปิดกลางสวนสวยที่จะมีละครเชคสเปียร์ลงโรงเล่นทุกๆ summer อย่างน้อยฤดูกาลละสามเรื่อง  การได้นั่งดูละครท่ามกลางสายลมเย็นๆ แสงแดดอ่อนๆ ท่ามกลางแมกไม้เขียวครึ้มล้อมรอบตัวนี่สวรรค์ดีๆ เลยนะคะ  บรรยากาศอย่างนี้ยิ่งทำให้ละครเชคสเปียร์ดูมีมนต์เสน่ห์สะกดใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

ถ้าออกมาต่างจังหวัดทางแถบ Warwickshire โดยเฉพาะที่เมือง Stratford-upon-Avon เมืองเล็กๆ น่ารักเหมือนตุ๊กตาบ้านเกิดของคุณปู่เชคสเปียร์เค้า ก็ห้ามพลาดเลยค่ะที่จะต้องแวะชมละครเชคสเปียร์แนวโมเดิร์นสร้างสรรค์จากบริษัทละครมืออาชีพที่ RSC (The Royal Shakespeare Company) (http://www.rsc.org.uk/home/default.aspx) ด้วยความที่บ้านเราอยู่ใกล้ Stratford มากกว่าลอนดอน เราเลยได้ดูละครของ RSC มากกว่าที่อื่น  บางเรื่องก็หนุกหนานตื่นตาตื่นใจดี  อีกหลายเรื่องก็แอบหนักหนังตาเล็กน้อย แต่โดยภาพรวม RSC จะผลิตงานละครของเชคสเปียร์โดยมีการตีความใหม่ๆ หาทางสร้างสรรค์การนำเสนอแบบใหม่ๆ ออกมาให้ได้เซอร์ไพรส์กันเสมอ 

อีกทีหนึ่งที่เล่นละครเชคสเปียร์กลางแจ้งที่โด่งดังไม่แพ้ที่ไหนๆ คือที่เมือง Ludlow แถบๆ เวลส์ เค้ามีจัด Ludlow Festival (http://www.ludlowfestival.co.uk/) กันในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี และไฮไลท์ของงานก็คือละครเชคสเปียร์ในปราสาท Ludlow ซึ่งจะใช้เนื้อที่สวนว่างๆ กลางลานปราสาทเก่าของ Ludlow จัดละคร  เราไปดูมาสองปีติดกันแล้ว  สนุกดี  เค้าใช้เนื้อที่ประตูหน้าต่างกำแพงของปราสาทเป็นฉากในละครได้เนียนมากๆ แต่คนดูอาจจะต้องเตรียมตัวมากหน่อยเวลาไปดู เพราะต้องขนผ้าห่มเสื้อกันฝนเสื้อกันหนาวไปให้พร้อมเสมอ  เพราะทั้งลมทั้งฝนมักไม่ค่อยปราณีคนดูเท่าไหร่นักใน Ludlow ปีที่แล้วจำได้ว่าไปนั่งคางสั่นกลางฝนปรอยดูละคร แถมนักแสดงบนเวทีก็ลื่นล้มหัวเกือบแตกให้ลุ้นอีกเพราะเวทีมันเปียก

ถ้าถามว่าละครของเชคสเปียร์เรื่องไหนฮิตนำมาเล่นมากที่สุด  จากที่เห็นที่ฟังมาคร่าวๆ เดาเอาเองนะคะว่าน่าจะเป็น The Midsummer's Night Dream เล่นกันจริงเล่นกันจัง แค่ปีนี้ ขณะนี้ เกือบทุกทีที่พูดมาข้างต้นก็เอาเรื่องนี้มาเล่นกันหมด  เราดูเรื่องนี้เฉพาะที่อังกฤษนี่ไม่น้อยกว่า 5 โปรดักชั่นได้แล้ว  ทั้งแบบฝรั่ง แบบแขก  แบบสมัยใหม่  แบบโบราณ  ดูจนเบื่อสุดๆ ไปเลย แต่ก็อย่างว่านะคะ  เราคิดว่าเรื่อง The Midsummer เนี่ยดูง่ายที่สุดแล้วล่ะในบรรดาละครชวนหัวของเชคสเปียร์ทั้งหมดเพราะมีครบรสรวมอยู่ในเรื่องเดียวกันจริงๆ ทั้งเรื่องความรักหนุ่มสาว เวทย์มนต์คาถาเทวดานางฟ้า  ความเข้าใจผิด  สลับคู่สลับตัว และก็ตัวตลกอีกกลุ่มใหญ่  ถ้าเทียบกับละครชวนหัวอีกหลายๆ เรื่องของเชคสเปียร์แล้วเรื่องนี้น่าจะงงน้อยที่สุดแล้วล่ะค่ะ

 ถ้ามีคนสงสัยว่าแล้วภาษาล่ะดูแล้วจะเข้าใจไหม  เค้าใช้ภาษาสมัยใหม่รึเปล่า  คำตอบคือเค้าใช้ภาษาต้นฉบับของเชคสเปียร์เสมอค่ะ ตั้งแต่ดูมาน่าจะเกินสิบกว่าเรื่องก็ไม่เคยเห็นเค้าจะแปลงภาษาให้เข้าใจง่ายขึ้นเป็นยุคปัจจุบันซักโปรดักชั่นเดียว  ภาษาเชคสเปียร์ถือเป็นความภาคภูมิใจของชนชาติอังกฤษเลยนะคะ เค้าเลยต้องรักษาขนบทางการใช้ภาษาอย่างเหนียวแน่น ในขณะเดียวกันสิ่งที่เค้าทำให้เป็นสมัยใหม่คือองค์ประกอบอื่นๆ ของละครค่ะ อย่างเช่น  ชุด  ฉาก  แสงสีเสียง บางเรื่องจัดให้สมัยใหม่ซะจนนึกว่าดูละครเด็กวัยรุ่นสกอยส์  แต่ก็แปลกที่มันก็กลับเข้ากันได้กลมกลืนกับตัวภาษาเก่าๆ ของเขาเฉยเลย  แต่ไอ้เรื่องที่ว่าฟังรู้เรื่องรึเปล่า  ก็ต้องบอกว่าสำหรับคนที่เรียนวรรณคดีมาอาจจะเข้าใจได้มากกว่าหน่อย แต่ให้เข้าใจร้อยปูเซ็งคงต้องไปเกิดใหม่เป็นฝรั่ง (อ้อ...และคงต้องเป็นฝรั่งยุคเชคสเปียร์ด้วยค่ะ  เพราะฝรั่งยุคปัจจุบันที่เคยคุยด้วยหลายคนเค้าก็ส่ายหน้าทำตางุนงงไม่แพ้เราเหมือนกัน) แต่ภาษาไม่ใช่อุปสรรคหรอกค่ะที่จะดูละครเชคสเปียร์ให้เข้าใจ  เชคสเปียร์เค้าเขียนบทละครมาตั้งแต่ต้นเพื่อเอาใจคนดูชาวบ้านอยู่แล้ว ไม่ใช่เพื่อให้ต้องปีนกระไดดูเหมือนที่คนไทยชอบเข้าใจผิดคิดกัน  เพราะฉะนั้นแค่ปล่อยใจดูไปเพลินๆ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจ ก็เชื่อว่ามีอะไรสนุกๆ ให้ได้สังเกต ให้ติดตามได้จนตลอดเรื่องแน่นอนค่ะ

 แหมว่าจะเล่าถึงโปรดักชั่นโรเมโอจูเลียตที่ไปดูมาเมื่อวานซักกะหน่อย  เกริ่นซะยาวไปแล้ว ไว้เดี๋ยวกลับมาเล่าใหม่วันหลังดีกว่าค่ะ

2008/Apr/27

 

26/04/08

เริ่มเข้าหน้าร้อนแล้วค่ะ  ตอนนี้มองไปทางไหนก็เห็นดอกไม้เริ่มบานอวดสีสดใสแข่งกันท่ามกลางแสงแดดจ้าจัด เฮ้อ.... ได้เวลากำจัดเสื้อโค้ตตัวหนาเอาไปเก็บก้นตู้ได้ซะที  ดีใจจังเล้ยยยยยยยยย

วันนี้ที่ลอนดอนอากาศเริ่มอุ่นจัด แสงแดดจ้าแจ่ม ทำเอาการจราจรติดขัดน่าดูเพราะผู้คนต่างก็อยากออกมาสูดอากาศข้างนอกรับแสงแดดกันทั้งนั้น  กระทั่งรถไฟใต้ดินยังถึงขั้นเบียดอัดกันแน่นเป็นปลากระป๋องแทบจะหาที่ยืนไม่ได้ เล่นเอามึนไปเลยเหมือนกัน... เบียดๆ อย่างนี้อดนึกไปถึงตอนขึ้นรถเมล์ในกรุงเทพช่วงเย็นๆ ตอนเลิกงานไม่ได้  ยิ่งวันไหนฝนตกเปาะแปะด้วยล่ะคุณเอ๊ย..... คงนึกภาพออก ทั้งกลิ่นชื้น กลิ่นเหงื่อ  กลิ่นคน ตลบอบอวลอยู่ในรถ รวมไปถึงหน้าตาอ่อนโรยของเพื่อนมนุษย์คนทำงานที่เบียดเสียดอยู่รอบข้าง แต่ก็แปลก ถึงตอนนี้เรากลับนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นที่เมืองไทยที่สุด.... ถึงจะร้อน  จะชื้น  จะเหงื่อไหลไคลย้อย จะควันจะฝุ่น จะเสียงดังของแตรรถรบกวนโสตประสาท  แต่ที่นั่นก็คือ... บ้าน

ตามเคยค่ะ เรามีโปรแกรมดูละครรอบบ่ายกันอีกแล้ว วันนี้จะพาไปดูละครที่เค้าขึ้นป้ายโปรโมตกันเลยว่าเป็นละครเพลงที่เซ็กซี่ที่สุดในลอนดอนเชียวล่ะ Chicago The Musical  และสำหรับคนที่เคยดูหนังชื่อเรื่องเดียวกันเมื่อประมาณ 5 - 6 ปีที่ผ่านมาคงจะพอจำกันได้ถึงบทบาทที่คว้ารางวัลออสการ์ดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยมของแคททรีน ซีตาร์ โจน ในบท Velma Kelly นักแสดงคาบาเร่ต์ผู้ต้องกลายมาเป็นฆาตกรฆ่าน้องสาวกับสามีตัวเอง กับนักแสดงขวัญใจของเรา เรเน่ แซลวีเกอร์ กับบทนักโทษสาวสวยสองหน้าอย่าง Roxie Hart เราชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มากจนนับเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ในดวงใจเลยเชียว

โรงละคร Cambridge Theatre หาไม่ยากและอยู่ใกล้ถนนละครเส้นหลักของ West End เราเลยไปถึงก่อนเวลาโดยไม่ต้องหอบแฮ่กวิ่งหา ทำให้พอมีเวลาหาอะไรรองท้องสักนิดก่อนเข้าไปดูละคร  ระหว่างที่รอเวลา เราก็แอบสังเกตการณ์คนดูที่หน้าโรงละครไปด้วย  แปลกจริง ละครเรื่องนี้ดูจะไม่ค่อยฮอตฮิตเหมือนเรื่องอื่นๆ หรือไงไม่ทราบได้เพราะคนดูไม่ได้คึกคักเบียดเสียดกันเท่าที่ควร เมื่อเข้าโรงละครไปก็พบว่าที่นั่งชั้นสองที่เรานั่งค่อนข้างจะมีที่นั่งว่างเยอะพอสมควร ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยจะได้เห็นในโรงละครเรื่องอื่นๆ ที่ดูมา  หรืออาจเป็นเพราะพักนี้ที่ลอนดอนจะบ้าละครเพลงไปกันใหญ่แล้ว เพราะเท่าที่เห็นป้ายโฆษณาละครเพลงเรื่องใหม่ๆผุดขึ้นให้พรึ่บตามสถานีรถไฟใต้ดิน โอย... เท่าที่มีที่เล่นกันอยู่เนี่ยก็ยังดูไม่หมดเลย นี่มีเรื่องใหม่มาอีกแล้วตั้ง 2-3 เรื่อง เห็นว่าเรื่องล่าสุดที่ดัดแปลงจากนวนิยายคลาสสิคชื่อก้อง Gone With The Wind ก็กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้  นี่ขนาดยังไม่นับรวมละครเวทีธรรมดาที่ไม่ใช่ละครเพลงที่มีโรงละครให้เห็นอีกทั่วทุกซอกมุมเมืองนะเนี่ย  พอมีตัวเลือกเยอะขึ้นแต่ละครโรงละครเลยคงต้องหารส่วนแบ่งคนดูกันไปนั่นล่ะ  แหม.... ว่าแต่ อยากจะแปลงร่างเป็นแมงหวี่จริงๆ เลยเชียว จะได้บินเข้าโรงนั้นออกโรงนี้ดูซะให้ตาแฉะ  แต่จะดูซะให้หมดทุกเรื่องก็จนใจและเกรงใจสตางค์ในกระเป๋าอีก เพราะตั๋วละครก็แพงเหลือเกิน

สำหรับคนที่ประทับใจภาพยนตร์เรื่อง Chicago มากๆ อย่างเรา อาจจะเกิดอาการผิดหวังนิ้ดดดดดดดดดหน่อยกับภาคละครเวที  ไม่ได้จะบอกว่าละครไม่ดีนะ เพียงแต่ในภาคหนังมีลูกเล่นให้ทำอะไรตื่นตาตื่นใจได้มากกว่าภาคละครเวที  ละครเรื่องนี้นับว่าเป็นละครยุคเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ เมื่อเทียบกับทุกเรื่องที่ดูมา  เพราะไม่มีการเปลี่ยนฉาก  ไม่มีการเปลี่ยนเสื้อผ้าใดๆ ทั้งสิ้น  แต่ที่ต้องยกย่องถึงความยอดเยี่ยมคือความสามารถทางการเต้นของนักแสดงทุกคน  เข้าใจเลยว่าทำไมเค้าถึงขนานนามว่า Chicago เป็นละครเพลงที่เซ็กซี่สุดๆ  คือนอกจากนักแสดงสาวจะสวยเด็ดขาดไปซะทุกคนแล้ว  แต่ละนางยังอยู่ในชุดเต้นรัดรูปลายลูกไม้ไฮท์คัทสีดำกันทุกคนอีก (ถ้าจำไม่ผิดไม่มีการเปลี่ยนชุดเลยด้วยค่ะ)  ลีลาการเต้นโยกย้ายของแต่ละคนเซ็กซี่สุดๆ  จริงๆ เค้าคงไม่ตั้งใจให้มันเซ็กซี่หรอกมั้ง แต่ด้วยดนตรี  ด้วยการออกแบบท่า  รวมๆ แล้วเลยพาลให้ดูไปแนวนั้น  นักแสดงเรื่องนี้เต้นเก่งขั้นเทพทุกคนเลย ท่าเต้นก็ย๊ากยาก  แค่ฉีกขา 180 องศา ดูเป็นเบสิคขั้นเด็กๆ ที่ทุกคนทำได้ชิวๆ  แต่ขนาดท่าเต้นยากขนาดนั้นทุกคนก็ยังทำได้พร้อมเพรียงสวยงาม เป๊ะมากๆ  ส่วนนักแสดงนักเต้นชายก็ออกแนวล่ำก้ามปูกันทุกคน  ถ้าดูเฉพาะรูปร่างแต่ละคนก็หอเจ๊าะน่าเจี๊ยะมากๆ  เฮ้อ... แต่ดูลีล่ายักย้ายส่ายสะโพกของแต่ละนายแล้ว  แอบอดมีเควสชั่นมาร์คในหัวไม่ได้อีกแหละ  ยิ่งล่ำก้ามปูแบบนี้ด้วย.... ระแวงไว้ก่อนว่าจะรอดจากพลัง Y กันซักกี่รายกันหนอ

เราประทับใจนักแสดงสาวคนหนึ่งที่เล่นบท Velma Kelly อย่างแรง  เธอเป็นหญิงสาวสวยสูงเพรียว ขาสวยมากๆ  เต้นเก่งสุดๆ แต่ที่ต้องยกนิ้วให้อีกอย่างคือความสามารถทางการร้อง  เพิ่งเห็นจริงๆ ก็คราวนี้ว่าคนที่ร้องเพลงเพราะสุดๆ ในขณะที่ต้องกระโดดไปด้วย  ตีลังกาไปด้วย  โดยที่เสียงไม่ไหวเลยซักกะติ๊ดดดดด  มันมีอยู่จริงๆ ด้วยแฮะ  ถ้าต้องให้คะแนนนักแสดงหญิงที่มีความสามารถรอบด้าน perfect สุดๆ ใน West End จากทุกเรื่องที่ดูมาจนถึงเดี๋ยวนี้ เราคงต้องยกให้เธอคนนี้ล่ะ  ส่วนบท Roxie Hart เวอร์ชั่นละครเวทีนี้ร้องเพลงยังไม่เป๊ะมาก  แต่ก็เต้นเก่ง  และก็ตลกดี  แต่เสียดายที่เรารู้สึกว่าเสน่ห์ของเรเน่ จากเวอร์ชั่นภาพยนตร์มันครองใจเราไปหมดแล้ว Roxie คนนี้เลยจืดไปโขเลย

คราวนี้ขี้เกียจเล่าเรื่องย่อค่ะ  แต่ขอแนะนำสำหรับใครที่ไม่เคยดูให้ไปหาหนังมาดูเหอะนะ  เรื่องมันสนุกจริงๆ เพลงก็เพราะ ท่าเต้นก็สวยด้วย  เป็นหนังดีอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดจริงๆ ค่ะ

 

ลิ้งค์ข้างล่างนี้สำหรับคนที่อยากลองเข้าไปดูตัวอย่างวีดีโอละครเพลงนะคะ

http://www.chicagothemusical.com/uk_site/videos.html

 

เจอกันคราวหน้าค่ะ

2008/Mar/26

จะมีอะไรหนอที่รออยู่

บางคราวดูหม่นมัวสลัวเศร้า

อีกบางครั้งดังฟ้่ากระจ่างดาว

จะสุขเศร้าอย่างไรก็ไม่รู้

 

หากชีวิตอ่านได้เหมือนหนังสือ

จะรีบรื้อเปิดค้นที่ก้นตู้

จะเฝ้าพลิกผลัดหาส่ายตาดู

อ่านให้รู้บทต่อไปเป็นไงกัน

 

หรือมีใครคอยลิขิตชีวิตให้

โลดแล่นไปตามแต่กรรมชักนำจัด-

-สรรให้สุขโศกเศร้าคละเคล้าซัด

ร้อยเรียงรัดสุขหรือเศร้าต้องเดาไป

 

ชีวิตหนอคนเฝ้ารอขอแค่สุข

อันความทุกข์หากขับไปให้ไกลได้

จะสาบส่งทุกข์ร้ายมลายไป

ไม่มีใครครวญคร่ำร่ำโศกา

 

หากชีวิตที่ผ่านไปเลือกได้หรือ

จะยึดยื้อสักเท่าใดไม่ไว้หน้า

อยากได้สุขแต่ความทุกข์ก็เข้ามา

มันผ่านมาแล้วไม่นานก็ผ่านไป

 

ถึงยามทุกข์เคราะห์โศกวิโยคซัด

ต้องทนกัดฟันหมองนั่งร้องไห้

ถึงเวลาทุกข์หนักหนาก็ลาไป

จะมีใครร่ำไห้ได้ชั่วกาล

 

บางเวลายิ้มร่าหน้าระรื่น

ดั่งโลกแย้มสรวลชื่นรื่นสุขศานติ์

หากแล้วรอเวลาไม่ช้านาน

เสียงสราญสรวลรื่นก็กลืนลับ

 

จะมีอะไรหนอรอข้างหน้า

เมื่อเวลามาถึงจึงสดับ

ว่าโลกล้วนมายาไม่น่านับ

ยึดถือจับมั่นต้องจงตรองเอย....