2011/Dec/30

กำลังจะหมดไปอีกปีแล้วสินะ อีกแค่ไม่กี่วัน ไม่กี่ชั่วโมง เราก็จะได้ดูการจุดพลุเฉลิมฉลองปีใหม่กันอีกแล้ว ได้ร่วม count down เข้าสู่ปีใหม่ไปกับเพื่อนมนุษย์จากทั่วทุกมุมโลก  และเป็นเหมือนธรรมเนียมปฏิบัติประจำปี ที่เกือบทุกคนอยากจะถือเอาโอกาสรับปีศักราชใหม่เป็นปีแห่งการปัดกวาดของเก่าเปลี่ยนแปลงปรับปรุงชีวิต  ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าในปีที่กำลังจะมาถึงนี้ อาจจะเป็นปีที่นำพาสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต ... อีกสักครั้ง

 New Year’s resolution ที่แต่ละคนตั้งเอาไว้ จริงๆ แล้วจะว่าเป็นจุดมุ่งหมายใหม่เอี่ยมเลยก็ไม่เชิง เพราะมันมักจะวนเวียน ใกล้เคียงคล้ายๆ กันทุกปี  อย่างเช่นปีนี้ฉันจะตั้งใจเรียน ... ปีนี้ฉันจะออกกำลังกาย  ... ปีนี้ฉันจะเลิกบุหรี่ ...  ปีนี้ฉันจะผอม ... ปีนี้ฉันจะเก็บตังค์ให้ได้เท่านั้นเท่านี้  ... ปีนี้ฉันจะไปเที่ยวที่นี่ที่นั่นให้ได้  ...  แต่จะมีซักกี่คนที่จะได้ใช้เวลาเงียบๆ ในช่วงปลายปี  มาตั้งใจสำรวจประเมินผลการปฏิบัติตาม New Year’s resolution ของปีที่แล้วที่ตัวเองหมายมั่นตั้งใจไว้  ดูสิว่าตกลงเราทำได้สำเร็จหรือเปล่า

 ปีที่แล้วฉันตั้ง New Year’s resolutions ไว้สองข้อ คือหนึ่งฉันจะต้องเรียนปริญญาเอกให้จบ และสอง ในฐานะที่ชื่อของฉันแปลว่าคำพูดที่ดี  ฉันจะตั้งใจรักษาศีลข้อสี่อันว่าด้วยการระมัดระวังวาจาให้มากที่สุด  เพราะที่ผ่านมาครึ่งชีวิตฉันได้ทำร้ายคนอื่นด้วยวาจามามากมายทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา  รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม  และเคยได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดจากการไม่ระมัดปากระวังคำมาหลากหลาย  ฉันเลยตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะพยายามไม่ก่อความร้ายด้วยปากอีก 

 ตกลงว่าฉันทำ New Year’s resolutions ปีที่แล้วของตัวเองได้สำเร็จไปหนึ่งข้อ  ส่วนข้อที่สอง แม้จะต้องยอมรับว่าศีลข้อสี่ของฉันไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องร้อยเปอร์เซ็นต์นัก  แต่ฉันก็แอบประเมินผลให้กำลังใจตัวเองหน่อยๆ ว่าอย่างน้อยปีนี้ฉันก็พูดอะไรร้ายๆ น้อยลง ..... นิโหน่ย .... แม้ตอนที่ตามสติไม่ทันจะแอบนินทาชาวบ้าน  พูดจาเพ้อเจ้อ  ส่อเสียดประชดประชันบ้างบางที  ฉันคงต้องก้มหน้าขอน้อมรับความผิดด้วยการชดใช้กรรมตัวเองแล้วแต่สวรรค์จะมีบทพิพากษาลงโทษอย่างไร  แต่อย่างน้อยด้วยความรู้สึกสำนึกผิดบาปที่เผาใจตัวเองอยู่ และความตั้งใจจริงๆ ว่าอยากจะปรับปรงตัว ฉันก็ได้แต่หวังว่าศาลจะลดโทษให้สักกระผีกหนึ่ง

 วันนี้ช่วงที่ขับรถกลับมาบ้านที่ต่างจังหวัด ฉันเปิดเพลงเบาๆ ฟังเป็นเพื่อนมาตลอดทาง  อยู่ๆ เพลงความหมายดีๆเพลงนี้ก็กระตุ้นให้ฉันฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้

 .... ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างมาด้วยกัน  ....  นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดแม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ  แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับฉัน.... เพราะเธอ....

 คำถามที่เกิดขึ้นในฉัน ณ ขณะนั้นก็คือ  ช่วงเวลาไหนกันนะที่ฉันพอจะนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต  จากนั้นความฟุ้งซ่านก็นำพาภาพต่างๆในอดีตผุดพราย ร้อยเรียง เลื่อนไหลเข้ามาในหัว  ภาพแต่ละภาพมาพร้อมกับรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส จนฉันอดประหลาดใจตัวเองไม่ได้ว่านอกจากฉันจะมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดอยู่ตั้งหลายช่วงเวลาแล้ว ฉันยังสามารถได้ยินเสียง จำรสสัมผัส  มองเห็นภาพต่างๆ เหล่านั้นได้ชัดเจนในความทรงจำขนาดนั้นเชียวหรือ  สมองคนเราอาจจะบันทึกภาพประทับใจไว้ในส่วนลึกของหัวใจเราได้สวยงามสมบูรณ์ยิ่งกว่าโปรแกรม Instagram ก็ได้นะ  

 และด้วยความที่อยากจะรวบรวมทุกช่วงเวลาที่ดีที่สุดเหล่านั้นเก็บไว้ก่อนจะหลงลืมเป็นอัลไซเมอร์  ฉันจึงคว้าสมุดโน้ตลองจดลิสต์ความทรงจำดีๆเหล่านั้นไว้คร่าวๆ   ยิ่งเขียนไปๆ อดีตอันแสนหวานก็ยิ่งเผยตัวออกมาทักทาย มากขึ้นเรื่อยๆ  และบางเหตุการณ์อาจเรียกได้ว่าเป็นความมหัศจรรย์ครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิต  เหตุการณ์ในลิสต์ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจฉันให้ชุ่มชื่น ทกเรื่องราวเหล่านั้นมีความหมายกับชีวิตฉันอย่างมากมาย  และฉันเชื่อแน่ว่าทุกภาพเหตุการณ์จะติดอยู่ในอนุสติของฉันตราบจนลมหายใจสุดท้าย  ถึงตรงนี้ฉันอยากขอขอบพระคุณทุกๆ คนที่ก้าวผ่านเข้ามาร่วมสร้างเหตุการณ์เหล่านั้น และได้ทิ้งร่องรอยความทรงจำอันแสนหวานไว้ในหัวใจของฉันเสมอ  ถึงแม้คำพูดบางคำจากคนบางคน เขาจะพูดทิ้งไว้เพื่อจะลืมเลือนไปในเวลาต่อมา  หรือคนอีกบางคนในภาพเหตุการณ์เหล่านั้นจะก้าวออกไปจากชีวิตของฉันอย่างสมบูรณ์แล้วก็ตาม ...

 30 ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต

  1.  รอยจูบเบาๆ ของแม่ที่แก้มของฉันในตอนรุ่งสางทุกๆเช้า  และก่อนที่แม่จะลุกจากเตียง แม่จะจัดผ้าห่มที่หลุดลุ่ยห่มคลุมให้ฉันกันหนาวเสมอ
  2. เสียงทักทายแรกของพ่อยามเช้าวันเสาร์อาทิตย์  เจ้าหญิงเสด็จแล้วววววว....เมื่อฉันเดินงัวเงียหัวกระเซิงลงบันไดบ้านมา
  3. เวลาไปแอบกอดและหอมแก้มจุ๊กไก่พี่สาว แล้วชีทำตัวแข็งขืน ทำหน้าบึ้งปนยิ้มด้วยความเขิน
  4. ครั้งแรกที่ได้อุ้มแก้มใส หลานสาวคนเดียว ไว้ในอ้อมแขน ยามที่เธอยังดิ้นดุ๊กดิ๊กอย่ในห่อผ้าเช็ดตัว
  5. เวลาที่จูงมือ เดินไปไหนมาไหนกับพ่อ โดยกำนิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวของพ่อไว้ในกำมือ
  6. เวลาที่เล่นบีบกำปั้นกับพ่อ แล้วให้อัศจรรย์ใจทุกครั้งว่าทำไมมือตัวเองถึงได้ดูเล็กนักเมื่ออยู่ในฝ่ามือของพ่อ
  7. เวลาที่นั่งมองแก้มใสหลับสนิท
  8. เวลาที่ได้แอบหอมแก้มหลานสาวตอนที่หลานหลับ  บางทีหอมไปหอมมาอย่างหมั่นเขี้ยวจนหลานตื่นมาร้องไห้  (โดนแม่ด่าเลยตรู Foot in mouth ... )
  9. ทุกครั้งที่แก้มใสมากอด หอม และบอกว่า แก้มรักน้าก้อย
  10. วันที่เข้าสอบ Viva (สอบเรียนจบปริญญาเอก) และรู้ว่าในวินาทีเดียวกันนี้ แม่ที่อยู่ที่เมืองไทยกำลังเข้าห้องพระ นั่งสวดมนต์เอาใจช่วยให้ลูกสอบผ่าน
  11. เวลาที่ได้อุ้มเด็ก หรือเวลาที่มีเด็กเล็กๆ มากอดคอ
  12. เวลาที่ได้ซ้อมละครเวที  ทกๆ เรื่องที่เคยเล่นมา
  13. เวลาที่นั่งสมาธิ แล้วมีสติตั้งมั่น ทิ้งดิ่งลงสู่ความสงบ
  14. เวลาได้อ่านหนังสือสำนวนดีๆ  เรื่องราวดีๆ  มีแรงบันดาลใจดีๆ
  15. เวลาได้นั่งเงียบๆ เขียนอะไรเวิ่นเว้อลงไดอารี่
  16. เวลาได้นั่งฟังเสียงหรีดหริ่งเรไรอยู่ใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ๆ
  17. เวลาที่ได้กอด และอยู่ในอ้อมกอดของใครสักคน
  18. เวลาที่ได้ดูนาฏศิลป์สวยๆ  ฟังเพลงไทยเดิมเพราะๆ
  19. เวลาที่ได้ช่วย Ruth แม่บุญธรรม ทำกับข้าวและทำสวนดอกไม้ ที่บ้านแม่ที่อังกฤษ
  20. เวลาที่ได้เปิดอกคุยเรื่องความคิด ชีวิต และธรรมะกับ Jane เพื่อนและพี่สาวชาวอังกฤษ กัลยาณมิตรที่ดีที่สุดในทางธรรม
  21. วันที่บังเอิญเจอกับ Gana เพื่อนและพี่ชายที่แสนดี กลางสวนน้ำพุใหญ่ในกรงเทพ ...  เป็นความมหัศจรรย์ใจอย่างที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต  เหมือนภาพสโลว์โมชั่นของหนังดีๆ ซักเรื่อง
  22. วันที่อากาศสดใสวันหนึ่ง ได้เจอคุณยายฝรั่งแปลกหน้าคนหนึ่งในสุสานที่อังกฤษตอนที่เธอแวะมาเยี่ยมหลุมศพสามีของเธอ  เธอยิ้มทักทายฉันที่บังเอิญเดินผ่านไปตอนนั้นพอดี  เราได้เริ่มคุยกันสั้นๆ ฉันรับฟังเรื่องราวความรักของเธอกับสามีผู้นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผืนดินอันเย็นเฉียบ ฉันไม่รู้แม้แต่ชื่อของเธอด้วยซ้ำ แต่ในที่สุดผู้หญิงสองคนที่ต่างวัย ต่างเชื้อชาติ และต่างภาษาลงเอยด้วยการกอดกันร้องไห้  ... ร้องไห้ให้กับความรักและความทรงจำอันแสนหวานของคุณยายที่มีให้กับผู้ชายที่เธอรักและคิดถึงสุดหัวใจ .... ก่อนจะเอ่ยคำอำลา คุณยายล้วงลูกอมออกมาสองเม็ดให้ฉันเป็นการขอโทษที่ทำฉันต้องเสียน้ำตา พร้อมซับน้ำตาให้ฉันก่อนจากลาอย่างอ่อนโยน
  23. วันที่ยืนตากลมหนาวคุยอย่างยาวนานกับใครคนหนึ่ง  กลางดึกคืนนั้นในวันที่ฟ้าใสและดาวสวย
  24. ช่วงที่ได้ขับรถตะลอนเที่ยว Peak District หุบเขาแสนสวยกับพี่น้องนิสัยดีอย่างจุ๊บ ปอม พี่มด น้องมิ้น น้องเบนซ์
  25. ทกช่วงเวลาที่ตู้ (เพื่อนสนิท) ทำให้ฉันหัวเราะ
  26. เวลาที่มีคนมาสารภาพรัก  ...  แม้ความสัมพันธ์จะมิอาจพัฒนางอกเงยเป็นอย่างอื่นได้  แต่ขอบคุณอย่างที่สุดที่ให้เกียรติมอบความรู้สึกดีๆ  มาให้
  27. เวลาที่ได้ร่วมร้องไห้ไปกับเพื่อนบางคนที่มีปัญหาชีวิต  แม้แก้ปัญหาให้เค้าไม่ได้ แต่นั่งร้องไห้เป็นเพื่อนได้  ในขณะเดียวกันก็ขอบคุณมิตรผู้แสนดีอีกบางคนที่อยู่เป็นเพื่อนกันในวันที่เราลงนั่งร้องไห้บ้าง
  28. เวลาที่เห็นคู่สามีภรรยาแก่ๆ เดินจูงมือกันไปช้าๆ
  29. ตอนที่คนๆ หนึ่งบอกกับเราว่า พี่คงทำบุญมาดี ถึงได้มารู้จักหนู....รู้สึกเป็นเกียรติสุดชีวิต และรู้สึกว่าตัวเล็กลงเท่าเม็ดฝุ่นด้วยความเขินอาย
  30. เวลาแอบจับได้ว่าใครบางคนกำลังมีความรักอย่างลับๆ  แม้เค้าจะไม่ยอมบอกเรา   แต่ก็อดยินดีไปกับเค้าด้วยไม่ได้
  31. เวลาได้รับรอยยิ้มจากคนแปลกหน้า
  32. เวลาได้กินวิปครีมขาวๆ ปุยๆ  นุ่มๆ  กองพูนๆ
  33. เวลาได้รับของขวัญทำด้วยมือจากใครสักคน (แม่ Ruth เคยทำเค้กก้อนโตมาให้  ไม่เคยบอกแม่เลยว่าฉันไม่ชอบกินเบเกอรี่ทุกชนิด  แต่เค้กก้อนนั้นฉันกินหมดเกลี้ยง เพราะน้ำใจรักของแม่หอมหวาน....)
  34. เวลาที่กินสเต็กเนื้อวัวนุ่มๆ (ปัจจุบันเลิกกินเนื้อวัวโดยเด็ดขาดแล้ว  ได้แต่ระลึกถึงความนุ่มชุ่มลิ้นของเนื้อก้อนนุ่มๆ ยามที่อยู่ในปาก  เอื้อก ... )
  35. ทุกครั้งที่ตกหลุมรัก

 ......

ทีแรกตั้งใจไว้ว่าจะเขียนสัก 30 ข้อ  แต่ไปๆ มาๆ เรื่องดีๆ มีมากกว่าที่คิดแฮะ  และถ้าจะให้เขียนต่ออีกมันก็คงจะล้นออกมาได้อีกเรื่อยๆ ....   

 แค่ในแต่ละวัน  เราลองนึกถึงถึงสิ่งดีๆ ที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต  ไม่ต้องมากมาย  แค่วันละเรื่องก็ได้  โลกนี้ก็อาจจะไม่ได้หม่นมัวอย่างที่ใจเราชอบคิดสร้างภาพไปเองก็ได้เนอะ ....

 

2011/Aug/01

เมื่อคืนวานได้เข้ากรุงเทพไปดูโขนที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยมาค่ะ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันก็ได้เข้าไปดูละครเวทีไทยสไตล์ฝรั่งไปสองสามเรื่อง แต่ละเรื่องทำเอาบอบช้ำหัวใจนักหนาด้วยความที่มันมีอะไรไม่ขาดก็เกิน ไปเสียทุกสิ่ง ความรู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจที่มักเกิดขึ้นเสมอยามเดินออกมาจากโรงละครสูญหายไปจนสงสัยตะหงิดๆ ว่าจะอีกนานไหมนะ ความรู้สึกสุขสม อิ่มอกอิ่มใจยามได้ดูอะไรดีๆ จะกลับคืนมา

และแล้วก็ไม่นานเกินรอค่ะ การแสดงโขน ชุด ศึกมัยราพณ์คืนความรู้สึกชื่นอกชื่นใจกับการได้เสพงานศิลปะที่มีความงามพร้อมทุกด้าน แสดงโดยนักแสดง นักร้องและนักดนตรีที่เรียกได้ว่ามือชั้นครู ที่มีความช่ำชองเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านนาฏศิลป์และดนตรีไทยอย่างหาที่ติไม่ได้ ยิ่งได้มารวมทีมกับนักสร้างสรรค์เทคนิคเวที นักออกแบบเสื้อผ้า และนักออกแบบฉากที่ทันสมัยไฮเทค รวมถึงการดำเนินเรื่องที่กระชับฉับไวทันใจมนุษย์ยุคไอแพด ก็บอกได้คำเดียวจริงๆ ค่ะว่าเป็นงานละครที่ “จ่อจิต ติดตา เสียจริงเจ้าเอย....”

การจัดแสดงโขนครั้งนี้เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถของเราที่ทรงต้องการสนับสนุน ธำรงรักษาการแสดงโขนของไทยไว้ให้กลับคืนสู่ความนิยมของคนรุ่นใหม่อีกครั้ง โดยเป็นการจัดการแสดงต่อเนื่องเป็นเรื่องที่สาม ต่อจากการแสดงโขนชุดพรหมาศ และนางลอย เมือปี 2550 – 2553  มานึกตอนนี้ก็ให้รู้สึกอยากกระโดดสกายคิกตัวเอง ที่ตอนนั้นเราปล่อยโอกาสที่จะได้ชมการแสดงดีๆ แบบนี้หลุดมือไปได้อย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะโขนนางลอยปีที่แล้วซึ่งเป็นตอนที่น่าดูน่าชมที่สุดอีกตอนหนึ่งของเรื่องรามเกียรติ์เลยก็ว่าได้

ปรากฏการณ์ที่น่าชื่นใจเสียเหลือเกินคือคนดูที่หลั่งไหลมาชมการแสดงโขนอย่างท่วมท้น และเป็นคนดูจากทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กตัวเล็กๆ วัยรุ่นวัยใส คนทำงาน จนถึงคุณปู่คุณย่าในรถเข็น  โมเมนต์ที่ฮาอย่างน่าเอ็นดูที่สุดคือเด็กชายหญิงวัยไม่เกิน 7 ขวบสองคนที่นั่งดูอยู่ในแถวเดียวกับเรา จ้องเวทีกันตาแป๋ว กระตือรือร้น แถมยังหัวไวเรียนรู้เร็วซะอีกด้วย โดยเฉพาะตอนเค้าพากย์โขนฉากรบที่ผู้พากย์ต้องร้องเสียง “เฮ้ย!” ดังๆ  เด็กน้อยฟังอยู่แค่รอบเดียวก็สามารถตะโกน ร้อง “เฮ้ย!” เสียงดังลั่นตามคนพากย์ได้ จนทำเอาขำกันทั้งโรง น่าเอ็นดูชะมัด

ความห่างเหินจากรากเหง้าละครไทยโบราณไปนาน ทำเอาเราถึงกับอึ้งไปทีเดียวถึงความละเมียดละไมไปเสียทุกองค์ประกอบของโขน  ทั้งรายละเอียดเครื่องแต่งกาย การแต่งหน้า และฉากพื้นหลังแบบ back-drop ที่เคยคิดว่าเชยไปเสียแล้วสำหรับการแสดงสมัยใหม่ที่มีคอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ได้เสียทุกสิ่งอย่าง แต่ฉากวาดแบบโบราณนั่นกลับให้ความรู้สึกโอ่โถงตระการตา แถมให้ความรู้สึกวิจิตรเหมือนภาพในความฝันเข้ากับรูปแบบของละครได้อย่างไม่มีที่ติ ทั้งฉากป่าทึบทะมึน ฉากท้องพระโรง ฉากภูเขาไฟกลด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงกันอย่างมากคือฉากสวรรค์ในตอนจบ ที่มีเทวดานางฟ้านั่งอยู่ในวิมานท่ามกลางหมู่เมฆขาว สวยอลังการจนผู้ชมแทบจะต้องปรบมือให้ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนฉาก มันอดจะแสดงความชื่นชมไม่ได้เสียจริงๆ

ละครรำแบบไทยเป็นการแสดงที่รวมเอาสุดยอดมืออาชีพของทุกสายงานมารวมตัวกันจริงๆ ค่ะ  เราจะได้เห็นการร่ายรำที่อ่อนช้อยสง่างามที่สุดจากนักแสดงระดับชั้นครู  เราจะได้ฟังเพลงที่เพราะที่สุดจากการร้องและการบรรเลงของนักดนตรีและนักร้องระดับแนวหน้าของวงการดนตรีไทยที่แต่ละคนเสียงใสกิ๊ง ลูกเอื้อนเสนาะหู โดยไม่ต้องเอาความหวังไปฝากไว้กับความสามารถที่อาจะมีไม่ครบสมบูรณ์ทุกด้านของนักแสดงมิวสิคัลแบบฝรั่ง ที่บางคนเล่นดีแต่ร้องแย่  บางคนเล่นแย่แต่ดันเสียงดี บางคนก็ดีที่หน้าตาอย่างเดียวแต่แย่ทั้งเล่นทั้งร้อง ยากเหลือเกินที่จะหาคนที่มีพร้อมครบทุกองค์ประกอบ ที่เมืองนอกอาจจะพอมีให้เห็นบ้างคงเพราะเป็นวัฒนธรรมการแสดงของเค้า ที่ได้เตรียมความพร้อมและฝึกฝนนักแสดงของเขาในศาสตร์ละครเพลงมายาวนาน แต่ละครมิวสิคัลของไทย (สไตล์ฝรั่ง) ยังอยู่ในช่วงเริ่มก้าวคงใช้เวลาอีกสักระยะในการเตรียมความพร้อมและสร้างนักแสดงที่มีองค์ประกอบครบทุกด้าน  แต่สำหรับโขนไทยไม่ต้องรอค่ะ เราสร้างสรรค์สืบทอดของเรามาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว เชื่อมือได้จริงๆ ว่าเราจะคัดเลือกนักแสดง นักร้อง และนักดนตรีที่เก่งที่สุดมารวมตัวกัน แม้จะไม่ได้อยู่ในคนๆ เดียวกัน แต่เมื่อ “เหตุ” แต่ละเหตุ ดีเลิศเลอเสียขนาดนี้  “ผล” มันจะไม่ดีกระไรได้

แถมดูๆ ไปก็ให้รู้สึกว่ารามเกียรติ์บ้านเรานี่สนุกซะยิ่งกว่าแฮรี่ พอตเตอร์ซะอีกค่ะ เพราะทั้งเรื่องเป็นแฟนตาซีครบรส เต็มไปด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะตัวหนุมานที่เก่งทั้งบุ๋น ทั้งบู๊ แถมยังทำขำได้ซะอีก คิดได้ไงคะเนี่ยว่าทางจะลงไปเมืองบาดาลนี่ต้องหักก้านบัวในสระโบกขรณีแล้วแทรกตัวตามก้านบัวลงไป ฮื้อหือ ยิ่งกว่าแฮรี่ต้องขึ้นรถไฟไปฮอกวอร์ตที่ชานชาลา ¾ ซะอีกนะเนี่ย  

อีกอย่างที่รู้สึกได้คือการที่ละครไทยเราเน้นความสวยงามละเมียดละไม มากกว่าที่จะแสดงความสมจริงที่บางครั้งกักขฬะ เป็นละครที่ดูแล้วชื่นชูหัวใจมากกว่าทำให้ใจหดหู่ คงจะจริงที่เค้าว่าละครบ้านเราเป็นศิลปะแบบ Soothing มากว่ากระตุ้นเร่งเร้า  อย่างฉากหนุมานฆ่ามัยราพณ์ตายด้วยการฟาดด้วยกระบองต้นตาล  ถ้าทำเป็นหนังสมจริงคงได้เห็นภาพการกระอักเลือดเลอะปากเลอะจมูกและบาดแผลชอกช้ำจากการรบ แต่สำหรับคนไทยเราเน้นสวยค่ะ จะฟาดจะฟันกันก็แค่พอเป็นไอเดีย คนดูเก็ตแล้วล่ะว่าฝ่ายยักษ์นั่นพ่ายแพ้ล้มตาย โดยไม่ต้องโชว์ภาพสยดสยองให้สะเทือนอารมณ์ เราว่าก็ดีออกนะ  คนดูกลับบ้านไปก็ไม่ต้องไปนอนฝันร้าย ได้จำแต่ภาพสวยๆ ดีๆ ตรึงตาตรึงใจค่ะ

แต่ดูท่าว่าสิ่งที่ถูกใจสาวแท้สาวเทียมมากที่สุดน่าจะเป็นตอนที่ตัวแสดงถอดหัวโขนค่ะคุณ  นักแสดงบางคนหล่อมว๊ากกกก ทั้งตัวยักษ์ตัวลิงจนหลายคนคงอยากปวารณาตัวเป็นแม่ยก และคงร่ำๆ อยากเรียกร้องว่ารอบหน้าถอดหัวโขนเล่นซะได้ไหมคะพ่อคุณ  หล่อล้ำกันขนาดนั้น แหม....จะปิดบังใบหน้าไว้ทำไมให้เสียของ ฮ่าๆๆๆ

ดูท่าจะตกหลุมรักโขนไทยเข้าเสียแล้วเรา ....

2011/Jul/21

เฮ้อ.....
 
ถอนหายใจหนักหน่วงเป็นการประเดิม หลังจากที่ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปร่วมสองเดือน กลับมาถึงเมืองไทยปุ๊ปก็เริ่มสอนหนังสือปั๊ปค่ะ ชีวิตเลยหมุนเร็วมากช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เพราะทั้งต้องย้ายข้าวของกลับจากอังกฤษมาตั้งหลักแหล่ง รกราก ในบ้านหลังใหม่(ของเรา เก่าของคนอื่น.... แฮ่ะๆๆ ก็ซื้อบ้านมือสองเป็นของตัวเองทิ้งไว้ตั้งปีกว่า ก็เพิ่งได้กลับมาดูแลตกแต่งนี่ล่ะค่ะ)  เริ่มต้นชีวิตการทำงานอีกครั้ง ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ถือว่าเริ่มต้นใหม่ซะทั้งหมด เพราะก่อนหน้าจะลาไปเรียนเราก็อยู่ในสายอาชีพการสอนนี้มากว่าสิบปี เรื่องสอนหนังสือจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหน้าเหลือบ่ากว่าแรงอะไร  แค่อาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวให้กลับเข้าสู่โหมดคุณครูอีกซักระยะสั้นๆ เพราะกว่าสี่ปีที่ผ่านมาก็ผันตัวเองไปเป็นนักเรียนซะจนลืมไปแล้วหน่อยๆ ว่าการสอนหนังสือให้มนุษย์คนอื่นเข้าใจได้ง่ายๆ และไม่น่าเบื่อ (จนเกินไปนัก) นี่มันทำกันยังไง.....
 
ตั้งแต่กลับมาภาระหน้าที่การงานค่อนข้างยุ่งพอสมควร แถมเราทำงานอยู่ต่างจังหวัดไกลจากเมืองกรุงซะด้วย การจะหาโอกาสเข้าไปดูละเม็งละครอย่างที่ใจรักชอบก็เลยค่อนข้างจะจำกัดไปด้วย  แต่ก็หาได้หวั่นไม่เพราะอาทิตย์ที่จะถึงนี้เป็นช่วงอาทิตย์สอบกลางเทอมแล้ว เพราะฉะนั้นคุณครูสาวก็จะมีเวลาตะลอนทัวร์ดูละครที่กรุงเทพได้ละค่ะ  แม้จะต้องเป็นการวิ่งล่กๆ ดู เพราะต้องทำเวลา และเน้นปริมาณให้มากที่สุด มากกว่าจะเป็นการละเลียดดู ละเลียดคิด ละเลียดเขียน อย่างที่เคยทำๆ มา แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ดูเสียเลย ล่กหน่อย รนหน่อยไม่ว่ากัน ดูเอามันค่ะ
 
เพราะชีวิตช่วงนี้หมุนเร็วไดอารี่ประจำมือที่เคยชอบเขียนยังแทบไม่ได้เปิดขึ้นมาเลย  ห่างหายจากการเขียนไปนานจนรู้สุกสมองจะตีบเพราะคิดและก็สื่อสารออกมาทางการพูดซะมาก จริงๆ การเขียนเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในชีวิตเราเชียว และจริงๆ แล้วเราก็ชอบที่จะเขียนหนังสือด้วยลายมือตัวเองมากกว่านั่งพิมพ์แป้นคอมอยู่ดี เรายังรู้สึกว่าลายมือมนุษย์มันให้ความรู้สึกว่าเรา intimate กับตัวตนของตัวเองมากกว่าตัวอักษรสำเร็จรูปบนคอมพิวเตอร์ ตั้งใจหลายรอบแล้วว่าจะหาเวลา จะหาเวลา จะหาเวลาเขียน  แต่ก็อีกจะมาคิดเป็นศิลปินคอยอารมณ์ดีๆ คอยอากาศดีๆ  คอยเวลาดีๆ เพื่อจะคิดจะทำอะไร คงได้แต่นั่งรอไปทั้งชาติ เพราะก็คงได้แค่คิด.... ลงมือทำ ไม่ต้องรอเวลา ทำได้เลย
 
.....
 
เหมือนอย่างวันนี้ที่ในที่สุดก็อัพบล็อกได้สำเร็จ โดยไม่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้านี่ยังไง....

2011/May/18

อาทิตย์ที่ผ่านมาเพิ่งสอบเรียนจบและรู้ผลการสอบในวันนั้นเลยว่า สอบผ่าน..... ได้รับการอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว  โอ้....ดีใจยังกะขึ้นสวรรค์ เสร็จสิ้นกันทีชีวิตการเรียนเมืองนอก  เวลาสี่ปีกว่าแลกกับวิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษเล่มหนาๆ อีกหนึ่งเล่มที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีซักกี่คนจะมาเปิดอ่าน  เราจะได้กลับบ้านพร้อมกับคำนำหน้าชื่ออย่างใหม่ที่ไม่ใช่นางสาว .... แอบรู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกันเวลาคนเริ่มเรียกว่าด๊อกเตอร์ .... ยังไม่ค่อยชิน

มีใครหลายคนถามเราบ่อยๆ ว่าเรียนปริญญาเอกเนี่ยยากไหม ... คำตอบเดิมที่เราจะตอบคือไม่ยากเลย  ไม่ได้ยากไปกว่าปริญญาไหนๆ ที่เราๆ เคยเรียนมาแน่นอน  แต่สิ่งที่แตกต่างจากปริญญาอื่นๆ คือการที่เราต้องใช้ความอึด อดทน  อดกลั้น  และระเบียบวินัยมากกว่าตอนเรียนปริญญาขั้นต้นอย่างมากกกกกกก อดทนต่อความเบื่อหน่าย ท้อถอยที่จะเกิดขึ้นแน่นอนเวลาที่เราต้องอยู่กับหัวข้อวิชาวิจัยที่เราทำอยู่หัวข้อเดียวนั้นเป็นเวลากว่าสามสี่ห้าปี  ที่สำคัญคือต้องอดทนกับตัวเองที่พอเรียนมามากๆ เข้าก็เริ่มดื้อรั้น เฉไฉ หาเรื่องออกนอกกรอบมากซะยิ่งกว่าตอนอายุน้อยๆ ซะอีก การบังคับตัวเองให้ทำงานโดยที่ไม่มีใครที่ไหนมาบังคับเราเลยนี่ยากมากนะคะ  ยากกว่าถูกคนอื่นมาบังคับขู่เข็ญอีก และอีกอย่างที่เรามั่นใจได้คือเรียนปริญญาเอกไม่ได้แปลว่าเก่งกว่าปริญญาไหนๆ หรือแปลว่ามีความรู้มากกว่าใครๆ เลยค่ะ  แค่เราอาจจะรู้ลึกขึ้นในงานวิจัยเฉพาะที่เราเรียนมาเท่านั้น  แต่ไม่ได้รู้ทั้งหมดในสาขานั้นๆ แน่นอน

 เรามานั่งมองวิทยานิพนธ์ของตัวเองที่กำลังจะถูกเอาเข้าไปเก็บไว้ในชั้นหนังสือของห้องสมุดในไม่ช้า  ก็ได้แต่นึกในใจว่า ... เขียนมาก็ตั้งหลายปี  อ่านหนังสือก็ตั้งหลายสิบหลายร้อยเล่ม สอบกับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่ก็ให้เราผ่านมาได้ แต่ทำไมเราไม่รู้สึกเลยว่าเรารู้อะไรมากขึ้น ....  เหมือนความรู้นอกโลก นอกตัว ไม่มีอะไรเลยที่น่ารู้น่าสนใจ  ต่อให้รู้ไปจนถึงจักรวาลอื่นก็จะมีประโยชน์อะไร ... ปริญญาเอกยังไม่ได้สอนให้เรารู้จักตัวเองได้อย่างถ่องแท้เลย .... ต้องเรียนถึงไหนนะ  ต้องได้อีกกี่ปริญญา  ถึงจะรู้จักไปถึงข้างในใจตัวเอง ....

2011/Apr/14

เบื่อๆ ค่ะ ด้วยความที่ช่วงนี้ปิดเทอมช่วง Easter มหาลัยเงียบยังกะป่าช้า  งานที่โรงละครก็ไม่ค่อยมีให้ทำเพราะยังไม่มีคณะละครเดินสายมาเล่น เบื่อสุดขีด จนต้องตะเกียกตะกายเดินทางท่องเที่ยวสร้างสีสันให้ชีวิต  เดือนสองเดือนที่ผ่านมาเราแบกเป้เที่ยวอยู่คนเดียว ขึ้นเหนือล่องใต้จนกระเป๋าแห้งกรอบ  และอาทิตย์นี้จุดหมายที่เลือกไปคือ Manchester ค่ะ

เราเคยไป Manchester มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน  แต่ตอนนั้นต้องรีบเที่ยวแบบล่กๆ มาก ไม่ทันได้เห็นอะไรในรายละเอียด  คราวนี้เลยแก้ตัว วางแผนไปค้างซักคืนจะได้มีเวลาเที่ยวเต็มๆ ละเลียดดูโน่นนี่นั่นได้โดยไม่ต้องรีบร้อน  เวลาจะไปเที่ยวที่ไหนในฐานะนักท่องเที่ยว  ถ้าบังเอิญไม่มีเวลาค้นหาข้อมูลเรื่องที่ท่องเที่ยวของเมืองๆ นั้น วิธีง่ายๆ สำหรับเรานอกจากการเดินตรงไปที่ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวที่มีอยู่ทุกเมืองอยู่แล้ว  คือเดินตามร้านขายของที่ระลึกดูโปสการ์ดค่ะ  เพราะในโปสการ์ดส่วนใหญ่จะถ่ายรูปสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองที่เป็นไฮไลท์ไว้ขายนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว  จากการสำรวจร้านขายของที่ระลึกของ Manchester พบว่าเมืองนี้ไม่ใช่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเอาซะเลยค่ะ  ถึงจะเป็นเมืองใหญ่  ทันสมัยไฮโซ  แต่รากเหง้าทางวัฒนธรรมของเมืองดูกลวงๆ โบ๋ๆ  โปสการ์ดส่วนใหญ่ที่ขายมีแต่รูปตึกและแสงสียามค่ำคืน  ไม่มีรูปบ้านเก่า  ตึกเก่า  ปราสาทเก่าประจำเมืองเหมือนที่เมืองอื่นๆ เค้ามีกัน  จะมีน่าสนใจสำหรับเราอยู่ที่หนึ่งก็ตรง Art Gallery ของเมืองที่มีภาพวาดสวยๆ สะสมอยู่เยอะเหมือนกัน เลยใช้เวลาเดินเล่นละเลียดดูรูปอยู่ในนั้นได้ทั้งวันค่ะ

ในฐานะคนบ้าละครมันอดไม่ได้จริงๆ ค่ะที่ต้องเช็คโปรแกรมดูซักหน่อยว่าช่วงนั้นมีละครอะไรเล่นอยู่บ้าง การดูละครและเยี่ยมชมโรงละครประจำเมืองบอกได้มากจริงๆ นะคะว่าเมืองๆ นั้นเจริญล้ำหน้าถึงขั้นไหนแล้ว  อารมณ์คล้ายๆ  เคยได้ยินคนไทยบางคนบอกว่าวิธีการดูว่าหมู่บ้านไหนในเมืองไทยเจริญแล้วให้ดูได้สองอย่างคือ มีเซเว่นตั้งแล้วหรือยัง  กับ ....  มีกระเทยเยอะแล้วหรือยัง  ถ้ามีแล้วทั้งคู่แปลว่าความเจริญเข้าถึงแล้ว  - -” สำหรับดิฉันดูความเจริญของเมืองที่โรงละครค่ะ  ถ้ามีโรงละครใหญ่ พร้อมกับ fully-functional stage มาตรฐานเดียวกับที่เมืองกรุง แสดงว่าเมืองนั้นเจริญแล้ว  โรงละครหลักที่ Manchester ก็ไม่น้อยหน้าค่ะ  มีอยู่ใหญ่ๆ เลยตั้งสามโรง  ใหญ่โตโอ่โถงสวยงามมากทั้งสามที่ด้วย

บังเอิญละครเรื่องเดียวที่ลงเล่นอยู่วันนั้นเป็นละครเพลงใหม่ล่าสุด Ghost the Musical ที่ดัดแปลงมาจากหนังออสการ์เรื่องดังปี 1990 เรื่องเดียวกัน  ที่ส่งให้เดมี มัวร์นางเอกของเรื่องดังระเบิดเถิดเทิง  เรื่องราวของคู่รักหนุ่มสาว Sam กับ Molly ที่รักกันมาก แต่บังเอิญโชคชะตาเล่นตลกให้ Sam ถูกฆาตรกรรมตาย  วิญญาณของ Sam กลับมาวนเวียนดูแล Molly ผู้หญิงอันเป็นที่รักของเค้าและพยายามปกป้องเธอให้พ้นจากอันตราย ด้วยความช่วยเหลือของคนทรงสาวใหญ่ขาวีนที่บังเอิญเป็นคนเดียวที่สามารถสื่อสารกับวิญญาณของเขาได้ ด้วยพล็อตของละครที่ค่อนข้างครบเครื่องทั้งรัก เศร้า  ซึ้ง  ขำ  และตื่นเต้น  เลยทำให้ Ghost เป็นหนังและ Musical ที่น่าดูมากเรื่องหนึ่ง

Ghost  the Musical เปิดตัวครั้งแรกในโลก (World Premiere) อยู่ที่ Manchester Opera House นี่เองค่ะ  เค้ามีแผนจะย้ายไปลงโรงที่ลอนดอนอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้  ทีแรกเราดูหน้าหนังแล้วไม่ค่อยนึกอยากดูเท่าไหร่เพราะเคยดูละครที่ทำมาจากหนังดังๆ หลายเรื่องอย่าง The Sound of Music  My Fair Lady เราไม่ค่อยประทับใจ รู้สึกว่ามันเหมือนในหนังเกิ๊นนนน จนดูหนังเอาก็ได้ไหม ไม่ต้องถ่อมาเสียเงินดูในโรงละครหรอก  แต่เพราะบังเอิญวันนั้นไม่มีละครเรื่องอื่นให้ดูเอาเลย  เลยตกลงใจว่าคงต้องดู Ghost นี่ล่ะวะ  เราเดินหาโรงละครพอหอบประมาณสามแฮ่กก็มาถึงหน้า Opera House ที่ Ghost ลงโรงเล่นอยู่  แต่ .... ปรากฏว่าที่โรงละครไม่ขายตั๋วค่ะ อยากจะซื้อตั๋วต้องไปซื้อที่โรงละครอีกโรงหนึ่งที่อยู่อีกสุดฟากของถนนเลย (อิบร๊รรรรรรรรราาา  หลอกให้ดิฉันเดินมาตั้งไกล คิดได้ไงเนี่ย  เล่นที่โรงละครนึง  แต่ซื้อตั๋วที่อีกโรงละครนึง T T)  เราหอบสังขารเดินขาลากกลับไปที่โรงละครอีกโรงเพื่อซื้อตั๋วจนได้  แต่โชคร้ายได้ตั๋วชั้นสามที่นั่งไกลสุดๆ  เป็นที่นั่งเกือบสุดท้ายที่เหลือในวันนี้  เพราะรอบนี้ Sold Out ค่ะ เกือบอดดูซะแล้ว

โรงละคร Opera House ที่ Manchester นี่ใหญ่มากเหมือนกัน น่าจะพอๆ กับ Bristol Hippodrom ที่ Bristol  ดูข้างนอกตึกแคบๆ เล็กๆ แต่พอเข้ามาข้างในใหญ่โตโอ่โถงดีค่ะ  เสียแต่ชั้นสาม (ที่นี่เค้าเรียกชั้น Gallery  แต่บางที่จะเรียกว่าชั้น Upper Circle ค่ะ) อยู่สูงและชันมากกกกกกกก  อารมณ์เหมือนตอนไปดูละครที่โรงละคร London Palladium ที่นั่งชันมากจนน่ากลัวว่าถ้าบังเอิญเป็นลมล้มลงไป น่าจะถึงขั้นไหลตกลงไปถึงชั้นหนึ่งได้  คนกลัวความสูงดิฉันไม่แนะนำเด็ดขาด

แต่ละครเรื่องนี้สนุกมากค่ะ  ขนาดดูอยู่ตั้งชั้นสามไกลชนบทขนาดนั้น  เคมีระหว่างคู่พระนางยังส่งมาถึงจนรู้สึกได้  ด้วยความที่เรื่องมันสนุกกลมกล่อมอยู่แล้ว  บวกกับมีการใช้เทคนิคเท่ๆ หลายอย่าง (ผู้กำกับเทคนิคเป็นนักมายากลค่ะ  และมีส่วนร่วมในการทำเทคนิคหนัง Harry Potter ด้วย) อย่างฉากวิญญาณพระเอกจับลูกบิดประตูไม่ได้  จับกระป๋องไม่ได้ มือวื้ดผ่านตลอดนั่นก็ทำได้เนียนดี  หรือฉากพระเอกเดินผ่านประตูไม้เข้ามา  ไอ้นี่ก็พอรู้อยู่ว่าใช้เทคนิคแสงช่วย  แต่ที่ไม่รู้ว่าทำได้ไงคือไอ้ประตูบานเดียวกันนั้นนางเอกเพิ่งเปิดเข้ามาแหมบๆ  ก็เห็นๆ อยู่ว่าเป็นไม้  ดูละครเรื่องนี้เลยเหมือนดูมายากลไปด้วยในตัว สนุกดี  ที่น่าชื่นชมคือเค้ารู้จักใช้เทคนิคให้กลมกลืนไปกับเรื่อง  ไม่เยอะเกิน  ไม่รก  ไม่ขโมยซีนจนกลบเนื้อหาของเรื่องเหมือนตอนไปดู Chess  the Musical คราวที่แล้ว แต่ช่วยส่งเสริมให้เรื่องราวมันดำเนินไปได้ราบรื่นดี

แอบตลกฉากเปิดตัวหมู่มวล  โครตเหมือนกับฉากเปิดตัวเรื่อง ทวิภพ เดอะ มิวสิคัล ของไทยเลย  ทั้งการกำกับลีลาการเต้น  ทั้งการวางบล็อกกิ้ง ... ตกลงใครลอกใครกันเนี่ย  หรือบังเอิญมันมีอยู่ในหลักสูตรการกำกับบล็อกกิ้งสำหรับการแสดงละครเพลงก็ไม่รู้

พระเอกเรื่องนี้ (แสดงโดย Richard Fleeshman) หล่อมว๊ากกกกกกก เสียงก็ดีโครตๆ เสียงแบบนี้ หุ่นแบบนี้น่าเอาไปเล่นบทกัปตัน Radames ในละครเรื่อง Aida ชะมัด คงเหมาะกับบทน่าดู  ส่วนนางเอก (แสดงโดย Caissie Levy) นี่ก็เล่นดี  เสียงแจ่มจ้ามากด้วย  ฟังทีแรกรู้สึกเลยว่าเสียงแบบนี้น่าจะเหมาะกับบท Elphaba แม่มดเขียวในเรื่อง Wicked  พอเรามาอ่านประวัติเค้าดูทีหลังถึงเพิ่งรู้ว่าเค้าเพิ่งเล่นเป็น Elphaba ใน Wicked Production ที่อมริกามา  แหม.... มิน่า.... ใช้เสียงโทนเดียวกันเลย  จริงๆ เราออกจะติดภาพนางเอกซอยผมสั้นแบบเดมี่ มัวร์ในหนังต้นฉบับนะ  ทีแรกตอนที่เห็นโปสเตอร์โปรโมตยังรู้สึกเลยว่าทำไมให้นางเอกไว้ผมยาวหยิกไม่เหมือนในหนัง  แต่พอดู Caissie เล่นแล้วก็อินตาม  เพลินกับเรื่องจนลืมเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมนางเอกไปเลย

เพลงละครเรื่องนี้แต่งใหม่หมด  เป็นเพลงป๊อปที่ฟังเพราะดี  จนอยากให้ทำอัลบั้มออกมาขายเร็วๆจัง  ถึงแม้ว่ายังไม่มีเพลงไหนติดหูเป็นพิเศษในรอบแรกที่ฟังเลยก็ตาม  แต่ก็รู้สึกได้ว่าให้ฟังอีกซักสองสามรอบเพลงต้องติดหูแน่นอน  โดยเฉพาะเพลง With You  เพลงโซโลของนางเอก สะเทือนซางดี  ฟังแล้วน้ำตาเกือบไหล

บทแม่หมอคนทรงเป็นตัว Comic Relief ที่สำคัญมากของเรื่อง  จัดให้ออกมาได้ถูกที่ถูกทางดี  ตอนกะลังจะเริ่มเครียดตามผีพระเอกทีไร ก็ได้แม่หมออกมาให้ขำได้ทุกที  จะมีก็แต่เพลงบางเพลงของแม่หมอที่มันดูไม่ค่อยจำเป็น  เยอะไปหน่อย  เลยแอบทำให้เรื่องย้วยนิดๆ  แต่ให้คิดว่าจะแก้ไขยังไงให้มันดีขึ้น  เราก็ไม่รู้เหมือนกัน  ได้แต่ดูไปเพลินๆ

เราชอบไอเดียง่ายๆ ตอนฉากวิญญาณหลุดจากร่างมาก  แค่เอานักแสดงอีกคนที่รูปร่างความสูงใกล้เคียงกัน แต่งตัวเหมือนกัน  ออกมานอนตายเป็นศพแทน  แต่เพราะเค้าออกมาได้เร็วและจังหวะแม่นเป๊ะมากเลยเซอร์ไพรส์คนดูได้ทุกที  ทั้งๆ ที่เค้าใช้มุขนี้ในละครตั้งตามรอบ  ตอนพระเอกตาย  ตอนฆาตรกรตาย  และตอนตัวโกงตายนะนี่  เรายังเซอร์ไพรส์ได้ทุกครั้งเลย  ฉากตอนพระเอกเข้าสิงแม่หมอเพื่อเต้นรำเพลง Unchained Melody เป็นครั้งสุดท้ายกับนางเอกนั่นก็ทำได้ดี  ใช้แค่ฉากพื้นสีดำเข้าช่วย  และใช้ไฟช่วยตอนสลับตัวพระเอกกับแม่หมอ  บล็อกกิ้งเป๊ะ เนียนมากดูแล้วน่าเชื่อเชียว

เรามั่นใจได้ว่าถ้าเรื่องนี้ลงโรงที่ West End ในลอนดอนเมื่อไหร่ต้องขายดีแน่ๆ เพราะดำเนินเรื่องได้สนุกกลมกล่อมดี  เพลงเพราะ เทคนิคเวทีก็ดี  นักแสดงเคมีกระจาย   นับว่าเป็นหนึ่งใน  musical เรื่องใหม่ๆ ที่ดูแล้วชอบมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งค่ะ  ไม่มากไป  ไม่น้อยไป  just right!

....

อ้อ  เผื่อมีใครอยากรู้ว่า  แล้วไอ้ฉากคลาสสิคปั้นหม้อรอรักของนางเอกยังมีอยู่ไหม  5555 ไม่มีปั้นหม้อก็ไม่ใช่ Ghost สินะคะ คงพอๆกับหนังผีไทย ถ้าไม่มีตุ่มก็คงเหมือนขาดอะไรไป

 

Reference: รูปภาพหาจาก Google Image ค่ะ