กำลังจะหมดไปอีกปีแล้วสินะ อีกแค่ไม่กี่วัน ไม่กี่ชั่วโมง เราก็จะได้ดูการจุดพลุเฉลิมฉลองปีใหม่กันอีกแล้ว ได้ร่วม count down เข้าสู่ปีใหม่ไปกับเพื่อนมนุษย์จากทั่วทุกมุมโลก และเป็นเหมือนธรรมเนียมปฏิบัติประจำปี ที่เกือบทุกคนอยากจะถือเอาโอกาสรับปีศักราชใหม่เป็นปีแห่งการปัดกวาดของเก่าเปลี่ยนแปลงปรับปรุงชีวิต ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าในปีที่กำลังจะมาถึงนี้ อาจจะเป็นปีที่นำพาสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต ... อีกสักครั้ง
New Year’s resolution ที่แต่ละคนตั้งเอาไว้ จริงๆ แล้วจะว่าเป็นจุดมุ่งหมายใหม่เอี่ยมเลยก็ไม่เชิง เพราะมันมักจะวนเวียน ใกล้เคียงคล้ายๆ กันทุกปี อย่างเช่นปีนี้ฉันจะตั้งใจเรียน ... ปีนี้ฉันจะออกกำลังกาย ... ปีนี้ฉันจะเลิกบุหรี่ ... ปีนี้ฉันจะผอม ... ปีนี้ฉันจะเก็บตังค์ให้ได้เท่านั้นเท่านี้ ... ปีนี้ฉันจะไปเที่ยวที่นี่ที่นั่นให้ได้ ... แต่จะมีซักกี่คนที่จะได้ใช้เวลาเงียบๆ ในช่วงปลายปี มาตั้งใจสำรวจประเมินผลการปฏิบัติตาม New Year’s resolution ของปีที่แล้วที่ตัวเองหมายมั่นตั้งใจไว้ ดูสิว่าตกลงเราทำได้สำเร็จหรือเปล่า
ปีที่แล้วฉันตั้ง New Year’s resolutions ไว้สองข้อ คือหนึ่งฉันจะต้องเรียนปริญญาเอกให้จบ และสอง ในฐานะที่ชื่อของฉันแปลว่าคำพูดที่ดี ฉันจะตั้งใจรักษาศีลข้อสี่อันว่าด้วยการระมัดระวังวาจาให้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาครึ่งชีวิตฉันได้ทำร้ายคนอื่นด้วยวาจามามากมายทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม และเคยได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดจากการไม่ระมัดปากระวังคำมาหลากหลาย ฉันเลยตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะพยายามไม่ก่อความร้ายด้วยปากอีก
ตกลงว่าฉันทำ New Year’s resolutions ปีที่แล้วของตัวเองได้สำเร็จไปหนึ่งข้อ ส่วนข้อที่สอง แม้จะต้องยอมรับว่าศีลข้อสี่ของฉันไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องร้อยเปอร์เซ็นต์นัก แต่ฉันก็แอบประเมินผลให้กำลังใจตัวเองหน่อยๆ ว่าอย่างน้อยปีนี้ฉันก็พูดอะไรร้ายๆ น้อยลง ..... นิโหน่ย .... แม้ตอนที่ตามสติไม่ทันจะแอบนินทาชาวบ้าน พูดจาเพ้อเจ้อ ส่อเสียดประชดประชันบ้างบางที ฉันคงต้องก้มหน้าขอน้อมรับความผิดด้วยการชดใช้กรรมตัวเองแล้วแต่สวรรค์จะมีบทพิพากษาลงโทษอย่างไร แต่อย่างน้อยด้วยความรู้สึกสำนึกผิดบาปที่เผาใจตัวเองอยู่ และความตั้งใจจริงๆ ว่าอยากจะปรับปรงตัว ฉันก็ได้แต่หวังว่าศาลจะลดโทษให้สักกระผีกหนึ่ง
วันนี้ช่วงที่ขับรถกลับมาบ้านที่ต่างจังหวัด ฉันเปิดเพลงเบาๆ ฟังเป็นเพื่อนมาตลอดทาง อยู่ๆ เพลงความหมายดีๆเพลงนี้ก็กระตุ้นให้ฉันฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้
“.... ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างมาด้วยกัน .... นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดแม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับฉัน.... เพราะเธอ....”
คำถามที่เกิดขึ้นในฉัน ณ ขณะนั้นก็คือ ช่วงเวลาไหนกันนะที่ฉันพอจะนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต จากนั้นความฟุ้งซ่านก็นำพาภาพต่างๆในอดีตผุดพราย ร้อยเรียง เลื่อนไหลเข้ามาในหัว ภาพแต่ละภาพมาพร้อมกับรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส จนฉันอดประหลาดใจตัวเองไม่ได้ว่านอกจากฉันจะมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดอยู่ตั้งหลายช่วงเวลาแล้ว ฉันยังสามารถได้ยินเสียง จำรสสัมผัส มองเห็นภาพต่างๆ เหล่านั้นได้ชัดเจนในความทรงจำขนาดนั้นเชียวหรือ สมองคนเราอาจจะบันทึกภาพประทับใจไว้ในส่วนลึกของหัวใจเราได้สวยงามสมบูรณ์ยิ่งกว่าโปรแกรม Instagram ก็ได้นะ
และด้วยความที่อยากจะรวบรวมทุกช่วงเวลาที่ดีที่สุดเหล่านั้นเก็บไว้ก่อนจะหลงลืมเป็นอัลไซเมอร์ ฉันจึงคว้าสมุดโน้ตลองจดลิสต์ความทรงจำดีๆเหล่านั้นไว้คร่าวๆ ยิ่งเขียนไปๆ อดีตอันแสนหวานก็ยิ่งเผยตัวออกมาทักทาย มากขึ้นเรื่อยๆ และบางเหตุการณ์อาจเรียกได้ว่าเป็นความมหัศจรรย์ครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิต เหตุการณ์ในลิสต์ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจฉันให้ชุ่มชื่น ทกเรื่องราวเหล่านั้นมีความหมายกับชีวิตฉันอย่างมากมาย และฉันเชื่อแน่ว่าทุกภาพเหตุการณ์จะติดอยู่ในอนุสติของฉันตราบจนลมหายใจสุดท้าย ถึงตรงนี้ฉันอยากขอขอบพระคุณทุกๆ คนที่ก้าวผ่านเข้ามาร่วมสร้างเหตุการณ์เหล่านั้น และได้ทิ้งร่องรอยความทรงจำอันแสนหวานไว้ในหัวใจของฉันเสมอ ถึงแม้คำพูดบางคำจากคนบางคน เขาจะพูดทิ้งไว้เพื่อจะลืมเลือนไปในเวลาต่อมา หรือคนอีกบางคนในภาพเหตุการณ์เหล่านั้นจะก้าวออกไปจากชีวิตของฉันอย่างสมบูรณ์แล้วก็ตาม ...
30 ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต
- รอยจูบเบาๆ ของแม่ที่แก้มของฉันในตอนรุ่งสางทุกๆเช้า และก่อนที่แม่จะลุกจากเตียง แม่จะจัดผ้าห่มที่หลุดลุ่ยห่มคลุมให้ฉันกันหนาวเสมอ
- เสียงทักทายแรกของพ่อยามเช้าวันเสาร์อาทิตย์ “เจ้าหญิงเสด็จแล้วววววว....” เมื่อฉันเดินงัวเงียหัวกระเซิงลงบันไดบ้านมา
- เวลาไปแอบกอดและหอมแก้มจุ๊กไก่พี่สาว แล้วชีทำตัวแข็งขืน ทำหน้าบึ้งปนยิ้มด้วยความเขิน
- ครั้งแรกที่ได้อุ้มแก้มใส หลานสาวคนเดียว ไว้ในอ้อมแขน ยามที่เธอยังดิ้นดุ๊กดิ๊กอย่ในห่อผ้าเช็ดตัว
- เวลาที่จูงมือ เดินไปไหนมาไหนกับพ่อ โดยกำนิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวของพ่อไว้ในกำมือ
- เวลาที่เล่นบีบกำปั้นกับพ่อ แล้วให้อัศจรรย์ใจทุกครั้งว่าทำไมมือตัวเองถึงได้ดูเล็กนักเมื่ออยู่ในฝ่ามือของพ่อ
- เวลาที่นั่งมองแก้มใสหลับสนิท
- เวลาที่ได้แอบหอมแก้มหลานสาวตอนที่หลานหลับ บางทีหอมไปหอมมาอย่างหมั่นเขี้ยวจนหลานตื่นมาร้องไห้ (โดนแม่ด่าเลยตรู
... ) - ทุกครั้งที่แก้มใสมากอด หอม และบอกว่า “แก้มรักน้าก้อย”
- วันที่เข้าสอบ Viva (สอบเรียนจบปริญญาเอก) และรู้ว่าในวินาทีเดียวกันนี้ แม่ที่อยู่ที่เมืองไทยกำลังเข้าห้องพระ นั่งสวดมนต์เอาใจช่วยให้ลูกสอบผ่าน
- เวลาที่ได้อุ้มเด็ก หรือเวลาที่มีเด็กเล็กๆ มากอดคอ
- เวลาที่ได้ซ้อมละครเวที ทกๆ เรื่องที่เคยเล่นมา
- เวลาที่นั่งสมาธิ แล้วมีสติตั้งมั่น ทิ้งดิ่งลงสู่ความสงบ
- เวลาได้อ่านหนังสือสำนวนดีๆ เรื่องราวดีๆ มีแรงบันดาลใจดีๆ
- เวลาได้นั่งเงียบๆ เขียนอะไรเวิ่นเว้อลงไดอารี่
- เวลาได้นั่งฟังเสียงหรีดหริ่งเรไรอยู่ใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ๆ
- เวลาที่ได้กอด และอยู่ในอ้อมกอดของใครสักคน
- เวลาที่ได้ดูนาฏศิลป์สวยๆ ฟังเพลงไทยเดิมเพราะๆ
- เวลาที่ได้ช่วย Ruth แม่บุญธรรม ทำกับข้าวและทำสวนดอกไม้ ที่บ้านแม่ที่อังกฤษ
- เวลาที่ได้เปิดอกคุยเรื่องความคิด ชีวิต และธรรมะกับ Jane เพื่อนและพี่สาวชาวอังกฤษ กัลยาณมิตรที่ดีที่สุดในทางธรรม
- วันที่บังเอิญเจอกับ Gana เพื่อนและพี่ชายที่แสนดี กลางสวนน้ำพุใหญ่ในกรงเทพ ... เป็นความมหัศจรรย์ใจอย่างที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต เหมือนภาพสโลว์โมชั่นของหนังดีๆ ซักเรื่อง
- วันที่อากาศสดใสวันหนึ่ง ได้เจอคุณยายฝรั่งแปลกหน้าคนหนึ่งในสุสานที่อังกฤษตอนที่เธอแวะมาเยี่ยมหลุมศพสามีของเธอ เธอยิ้มทักทายฉันที่บังเอิญเดินผ่านไปตอนนั้นพอดี เราได้เริ่มคุยกันสั้นๆ ฉันรับฟังเรื่องราวความรักของเธอกับสามีผู้นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผืนดินอันเย็นเฉียบ ฉันไม่รู้แม้แต่ชื่อของเธอด้วยซ้ำ แต่ในที่สุดผู้หญิงสองคนที่ต่างวัย ต่างเชื้อชาติ และต่างภาษาลงเอยด้วยการกอดกันร้องไห้ ... ร้องไห้ให้กับความรักและความทรงจำอันแสนหวานของคุณยายที่มีให้กับผู้ชายที่เธอรักและคิดถึงสุดหัวใจ .... ก่อนจะเอ่ยคำอำลา คุณยายล้วงลูกอมออกมาสองเม็ดให้ฉันเป็นการขอโทษที่ทำฉันต้องเสียน้ำตา พร้อมซับน้ำตาให้ฉันก่อนจากลาอย่างอ่อนโยน
- วันที่ยืนตากลมหนาวคุยอย่างยาวนานกับใครคนหนึ่ง กลางดึกคืนนั้นในวันที่ฟ้าใสและดาวสวย
- ช่วงที่ได้ขับรถตะลอนเที่ยว Peak District หุบเขาแสนสวยกับพี่น้องนิสัยดีอย่างจุ๊บ ปอม พี่มด น้องมิ้น น้องเบนซ์
- ทกช่วงเวลาที่ตู้ (เพื่อนสนิท) ทำให้ฉันหัวเราะ
- เวลาที่มีคนมาสารภาพรัก ... แม้ความสัมพันธ์จะมิอาจพัฒนางอกเงยเป็นอย่างอื่นได้ แต่ขอบคุณอย่างที่สุดที่ให้เกียรติมอบความรู้สึกดีๆ มาให้
- เวลาที่ได้ร่วมร้องไห้ไปกับเพื่อนบางคนที่มีปัญหาชีวิต แม้แก้ปัญหาให้เค้าไม่ได้ แต่นั่งร้องไห้เป็นเพื่อนได้ ในขณะเดียวกันก็ขอบคุณมิตรผู้แสนดีอีกบางคนที่อยู่เป็นเพื่อนกันในวันที่เราลงนั่งร้องไห้บ้าง
- เวลาที่เห็นคู่สามีภรรยาแก่ๆ เดินจูงมือกันไปช้าๆ
- ตอนที่คนๆ หนึ่งบอกกับเราว่า “พี่คงทำบุญมาดี ถึงได้มารู้จักหนู....” รู้สึกเป็นเกียรติสุดชีวิต และรู้สึกว่าตัวเล็กลงเท่าเม็ดฝุ่นด้วยความเขินอาย
- เวลาแอบจับได้ว่าใครบางคนกำลังมีความรักอย่างลับๆ แม้เค้าจะไม่ยอมบอกเรา แต่ก็อดยินดีไปกับเค้าด้วยไม่ได้
- เวลาได้รับรอยยิ้มจากคนแปลกหน้า
- เวลาได้กินวิปครีมขาวๆ ปุยๆ นุ่มๆ กองพูนๆ
- เวลาได้รับของขวัญทำด้วยมือจากใครสักคน (แม่ Ruth เคยทำเค้กก้อนโตมาให้ ไม่เคยบอกแม่เลยว่าฉันไม่ชอบกินเบเกอรี่ทุกชนิด แต่เค้กก้อนนั้นฉันกินหมดเกลี้ยง เพราะน้ำใจรักของแม่หอมหวาน....)
- เวลาที่กินสเต็กเนื้อวัวนุ่มๆ (ปัจจุบันเลิกกินเนื้อวัวโดยเด็ดขาดแล้ว ได้แต่ระลึกถึงความนุ่มชุ่มลิ้นของเนื้อก้อนนุ่มๆ ยามที่อยู่ในปาก เอื้อก ... )
- ทุกครั้งที่ตกหลุมรัก
......
ทีแรกตั้งใจไว้ว่าจะเขียนสัก 30 ข้อ แต่ไปๆ มาๆ เรื่องดีๆ มีมากกว่าที่คิดแฮะ และถ้าจะให้เขียนต่ออีกมันก็คงจะล้นออกมาได้อีกเรื่อยๆ ....
แค่ในแต่ละวัน เราลองนึกถึงถึงสิ่งดีๆ ที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ต้องมากมาย แค่วันละเรื่องก็ได้ โลกนี้ก็อาจจะไม่ได้หม่นมัวอย่างที่ใจเราชอบคิดสร้างภาพไปเองก็ได้เนอะ ....




